แม่บ้านไทยในต่างแดน ตอนที่ 4

ความเดิมตอนที่แล้ว http://ritacooking.com/th/articles/93601-thai-housewife-abroad--part3

        เดือนแรกของการมาอยู่ศรีลังกาแบบจริงๆจังๆ ไม่ใช่แค่มาเที่ยวหรือแค่มาเก็บเกี่ยวความสนุกแล้วจากไป .. เวลาที่เราไปเที่ยวที่ไหน ส่วนใหญ่เราจะใส่ใจแค่เรื่องปัจจุบันกับ ‘ความเป็นมา’ ของสถานที่มากกว่า ‘ความเป็นไป’ กันใช่ไหมละ

แต่นี่คือการมาอยู่ที่ต้องใส่ใจความเป็นไปของสิ่งรอบตัว ของผู้คนรอบข้าง

        เพราะนี่คือการมาอยู่ที่ต้องเรียนรู้การปรับตัว และต้องเรียนรู้ว่า... ตำบลที่มาดามอยู่ มันไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีซุปเปอร์มาเก็ต ไม่มีร้านสะดวกซื้อใดๆ มีแต่ร้านค้าโชว์ห่วยเล็กๆ ที่แบ่งบริเวณหน้าบ้านมาขายของ แม่ค้าเป็นคนพื้นเมือง และไม่พูดภาษาอังกฤษ! (จะรอดไหมน๊อ)

        และต้องเรียนรู้ว่า ชาวบ้านละแวกนี้ไม่กินน้ำปลา! ไม่มีซีอิ้วขาว!ไม่มีน้ำมันหอยขาย! ไม่มีใบกระเพรา โหระพา แมงลัก อะไรเล้ย! ความรู้สึกตอนนั้นคือ ‘แมร่งไม่มีห่าอะไรเลย ไม่มีอะไรที่ตรูกินได้บ้างเลยเหรอ’?...ไม่มีแม้แต่มาม่าไวไว

          แต่จะว่าไปมันก็มีนะ มีแต่เกลือกับซอสถั่วเหลืองหมักแบบใส่พริกและเครื่องเทศ! กับผักที่เหมือนบ้านเรา 2-3อย่าง กระเจี๊ยบเขียว ซึ่งมาดามก็ไม่โปรดปรานเล้ยกับเจ้ายางยืดๆของมัน

มีมะเขือม่วงเยอะมาก มีกระหล่ำปี เอามาผัดน้ำปลา จนหน้าเหม็นแล้วเหม็นอีก น้ำปลาก็ยิ่งหายากๆอยู่ ต้องเข้าไปซื้อในเมืองโน้น อยากได้น้ำปลาสักขวด ต้องนั่งรถเป็นชั่วโมงไรงี้ ได้แต่คิด

.. โฮ้!จะรอดไหมว่ะตรู!!..

        คือเมื่อครั้งไปเยี่ยมครอบครัวของบียอร์นที่สวีเดน มาดามกลัวอดเลยขนไปหมด ตั้งแต่มาม่า น้ำปลาขวดเล็กจิ๋ว หมูหยองสารพัดอาหารกระป๋อง .. แต่พอไปถึง ถึงได้รู้ว่า สวีเดนแมร่งมีทุกอย่างแม้กระทั้งตัวแมลงทอด! โดยเฉพาะที่ตลาดเอเชียนะ อยากได้อะไรบอกเขาได้เลย!ไตปลางี้ ปลาร้างี้ กะปิงี้ มีโหมดดดด

ก็เลยคิดว่า ศรีลังกาใกล้ๆบ้านเราแค่นี้ ภูมิอากาศก็คล้ายๆกัน ฉะนั้นมันต้องมีขิงข่า ตะไคร้ มีอาหารให้กินเหมือนๆกันบ้างแหละ (เคยไปดำน้ำที่พม่า อาหารหลายๆอย่างก็คล้ายบ้านเรานะ)

มารอบนี้ นังมาดามเลยไม่ขนอะไรที่เป็นของกินมาสักชิ้นเดียว! หายนะเกิดค๊า! ไม่มีห่าไรเล้ยยยย มีแต่เครื่องเทศ!! แม้แต่หอมใหญ่ก็ไม่มีขาย!!

Kings Coconut

         เรื่องอาหารการกินของที่นี่ มันแปลกแยกมาก ขนาดมะพร้าวที่นี่ยังไม่เหมือนบ้านเราเลย มันเป็นสีสมค่ะ เขาเรียก คิงส์โคโคนัท (Kings Coconut) เป็นมะพร้าวเอาไว้ดื่มน้ำเฉยๆ ไม่มีเนื้อให้เอากะทิมาใช้นะ รสชาติน้ำก็เหมือนน้ำมะพร้าวทั่วไป บางลูกออกเปรี้ยวๆ บางลูกก็หวานมาก แต่!!แต่ที่รสที่เด็ดคือมันซ่ามาก มันสะใจดี เขาบอกว่ากินทุกวันจะทำให้ผิวดี .. แต่มันก้แปลกๆนะ

นี่ขนาดเอเชียด้วยกันนะ หาความคล้ายคลึงในวัฒนธรรมของอาหารไทยกับที่นี่ไม่มีเลยค่ะ

         จริงๆแล้วมาดามก็เป็นคนชอบอาหารอินเดียนะ พวกมัสล่าไก่ กุ้ง แผ่นแป้งนาน แต่ที่ศรีลังกามันไม่ใช่อะค่ะ เท่าที่เห็นแกงเขาจะมีแค่ 3อย่าง

สีเขียว สีแดง สีออกเหลืองๆส้มๆ วนอยู่แบบนั้น รสชาติก็เหมือนๆกัน เค็มๆมันๆเผ็ดๆ

        กลิ่นเครื่องเทศนี่มาเต็ม อาหารหลักของเบอร์นนี่ก็คือ แกงถั่วดาล ลักษณะเหมือนถั่วซีก หรือถั่วเขียวกระเทาะเปลือกผ่าซีก แต่เม็ดจะใหญ่และบางกว่า มีทั้งสีเหลือง และสีส้มขึ้นอยู่กับว่ามันมาจากถั่วอะไร.. ตามรูปที่แนบให้ดูเลยค่ะ

เป็นอาหารที่เห็นเบิร์นนี่กินทุกวัน เอาราดข้าวกินทุ๊กกกกกกกกกวัน!!

แกงถั่วดาลของเบิร์นนี่

        บางทีก็แกงแบบแห้งๆน้ำขลุกขลิก บางทีก็แกงแบบมีน้ำเยอะๆ ดูเผินๆเหมือนแกงเลียงข้าวโพดเลย เคยตักเข้าไปคำหนึ่ง อื้อฮื้อ.. สุดจะบรรยาย!

ฮอปเปอร์

         อีกอันหนึ่งที่เวลาไปเดินเล่นตอนเช้าๆจะเจอคนขายข้างถนนเยอะมาก คือ ‘ฮอปเปอร์’

ถือเป็นอาหารเช้าประจำชาติบ้านเขาเลยนะ เป็นแป้งนาบกระทะ ตอกไข่ใส่ หรือจะไม่ใส่ก็ได้

โรยพริกไทยหรือเครื่องเคียงต่างๆ เห็นตอนแรก เราว่าไข่อะไรมันจะใหญ่ปานนั้น ที่ไหนได้ แป้งทั้งน้านนน.. แล้วมีเส้นฮอปเปอร์ทำจากแป้งข้าวจ้าวเหมือนกัน เรียกสตริงฮอปเปอร์

String Hoppers

       (String Hoppers) เส้นนิ่มคล้ายขนมจีนและเล็กขนาดเท่าเส้นหมี่ ตอนที่เจอครั้งแรกนี่ โคตรจะดีใจเลย อยากเอามาผัด เอามาต้มแบบหมีน้ำใสมาก แต่พอเอามาทำแล้วคือกินไม่ได้เลย

มันเละละลายไปหมด ราดน้ำแกงกินได้อย่างเดียว... แล้วแกงก็นะ.. มีให้เลือกซะเมื่อไหร่ละ!

         อยู่ได้ประมาณ2อาทิตย์กว่า เริ่มคิดถึงบ้าน.. คือชีวิตมันไม่มีอะไรเลยนะ เช้าตื่น 6โมงเพื่อจุ๊บบายคุณชาย แล้วกลับไปนอนต่อ ตื่นอีกที 10โมงกว่า งัวเงียออกมา เบิร์นนี่ก็เอากาแฟมาเสริฟ ตามด้วยอาหารเช้า กินเสร็จก็ลุกมาเล่นคอมพิวเตอร์ ดูหนังฟังเพลง ท่องเน็ตแล้วก็ผล่อยหลับ

ตื่นมากินข้าวกลางวัน เดินเล่นรอบบ้าน กลับมาเล่นเน็ต เล่นคอม ดูหนังฟังเพลงอีกรอบ

เตรียมอาหารเย็นรอคุณชายกลับบ้าน .. หมดไปอีก 1วันแบบไร้ค่า.. คุณชายออกจากบ้าน 6:30 กลับ 18:30 บางทีก็ทุ่มกว่าๆ ขึ้นอยู่กับงานและสภาพการจราจร...

          ตอนอาทิตย์ แรกนี่ รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงเลยนะ รู้สึกเหมือนได้ใช้ชีวิตเหมือนฝัน วันๆไม่ต้องทำอะไร นอนได้เท่าที่อยากนอน คือตอนอยู่กับเรือดำน้ำ กินนอนไม่เคยเป็นเวลา ทำงานตีห้าครึ่ง -หกโมงเช้า เลิก สี่ทุ่มทุกวัน..

        ก็เมื่อตอนทำงานวันๆก็คิดแต่อยากปิดสวิตช์ร่างกาย อยากหลับแบบซ้อมตายโดยไม่ต้องกังวล ว่าเรือจะเข้าฝั่งตอนไหน น้ำมันเรือจะหมดไหม ฟ้าฝนจะกระหน่ำไหม ลูกค้าจะคอมเพลนไหม มีคนรับลูกค้าที่สนามบินหรือเปล่า มีบุ๊คกิ้งตกหล่นหรือเปล่า

แถมโทรศัพท์ก็ดังไม่เคยหยุด.. คือเราไม่เคยหลับแบบทิ้งตัวได้เลยสักครั้ง

           แต่ที่นี่ เราสามารถนอนได้เหมือนคนตายเลย อาทิตย์แรกนี่นอนจนฟินส์.. แต่พอร่างก่ายมันอิ่มตัว มันก็อิ่มจริงๆ ไม่ว่าจะฝืนยังไงจะนอนท่าไหน มันก็ไม่หลับแล้ว ยิ่งนอนยิ่งหงุดหงิด..

จนต้องลุกมา แบบ ฮืมม.. ไม่นงไม่นอนแล้วก็ได้ฟร๊ะ ... แต่ไม่นอนแล้วจะทำอะไรละ.. กวาดบ้านถูกบ้านล้างจ้านก็ไม่ได้ แก้วกาแฟตัวเองยังล้างไม่ได้เล้ย! คุณแม่บ้านเบิร์นนี่จะได้มองตาขวางปะไร

อารมณ์ตอนนั้นแมร่งโครตอยากเป็นคนใช้เลย บอกตรงๆ อย่างน้อยก็มีอะไรให้ทำบ้างละเนอะ.. คือเราเป็นคนที่ทำงานมาตลอด มีอะไรให้ทำแล้วก็ชอบหาอะไรทำตลอด มานั่งๆนอนๆจนจะเป็นง่อยแบบนี้นานๆ...

ไม่ไหวจริงๆ

         อาหารการกินก็โคตรลำบาก.. อดถึงขั้นต้องหัดทำเส้นบะหมี่กินเองอ่ะ ไม่ใช่ประเทศเขาไม่มีนะ แต่มันอยู่ในเมือง ซึ่งต้องเดินทางไปเป็นชั่วโมงถึงจะได้กิน การเดินทางก็ลำบากโคตรๆ

เบเนดิ๊กซ์จะมารับเราไปซื้อของในเมืองอาทิตย์ละครั้ง ซื้อทุกอย่างที่อยากซื้อ

แต่..แหม.. ก็ผู้หญิงอ่ะเนอะ แถมอดอู้อยู่แต่บ้านนานๆ พอได้ออก มันก็อยากรู้อยากเห็น ร้านนั้นขายอะไร ร้านนี้มีอะไร เข้าตรงนั้น ออกตรงนี้ สำรวจไปสิ เจออะไรก็อยากได้ โน้นก็ยังไม่มี นี่ก็หาซื้อยาก ถึงเวลากลับ.. ของกินนี่ไม่ได้ห่านอะไรอย่างที่ต้องการเล้ย!! ก็ต้องรอต่อไปอีกอาทิตย์หนึ่ง กรรมของเวรค่ะ...

        เข้าเดือนที่สองหลังจากสำรวจร้านนั้น ออกร้านนี่ก็ไม่เจอเครื่องปรุงของไทยเลย แต่มีบ้างเป็นเครื่องแกงแบบซอง พวกแกงเขียวหวาน แกงพะแนง มีตัวหนังสือจีนกำกับด้วยนะเออ..
คุณชายของมาดามก็สั่งให้เบนเนดิ๊กซ์ หาตลาดให้เจอ เบนเนดิกซ์ก็หาๆ จนไปเจอตลาดสดตลาดหนึ่ง เจ้าของเป็นคนจีน ชื่อตลาด เพชรตรา มาร์เก็ต หรืออะไรประมารนี้แหละ

         พอไปครั้งแรกนะอยากจะกรี๊ดดดดดังๆ มันมีเกือบทุกอย่างเลย ถึงไม่ครบทุกอย่างก็เถอะแต่ก็เยอะพอดู เหมือนเจอขุมทรัพย์เลย มีของจากเมืองจีน บะหมี่อบแห้ง หมี่ซั่ว มีโหมดดด โครตดีต่อใจเลย แต่วุ้นเส้นนี่เส้นใหญ่มาก ลักษณะเหมือนเส้นลวดเลย แต่ไม่เหนียวไม่นุ่ม ปรุงนานนิดเดียวก็ไม่ได้เส้นเละเลย หรือไม่ดิบไปเลยอ่ะ แต่ก็พอกล้อมแกล้มละหน่า

แต่ถึงได้ของกินมาแล้วก็ใช่ว่าปัญหามันจะจบนะ

           เพราะชีวิตที่เคยอยู่แต่บนเรือกับใต้ทะเลพอขึ้นฝั่งก็ซื้อกิน บางทีก็ไปขอกินบ้านกัปตันเรือ เมียกัปตันน่ารัก อย่างที่บอก ว่าบริษัทเราอยู่กันเหมือนครอบครัว เราก็เข้าบ้านนั้นออกบ้านนี้หากินง่ายๆ อยู่บนเรือก็มีแม่ครัวทำให้กิน อ้อนๆหน่อยอยากกินอะไรแม่ครัวก็จัดให้

แต่อยู่ที่นี่มีตังค์ก็ซื้อกินไม่ได้ค่ะ เพราะมันไม่มีขาย จะอ้อนเบิร์นนี่ก็ได้กินแต่แกงแขกๆ

           ทำไงได้ละก็ต้องลงมือทำกินเองสิ เปิดยูทูป เปิดกูเกิ้ลเป็นว่าเล่นเลย แถมมือใหม่อย่างเราก็ไม่กล้าแปลงสูตรเขา ในสูตรบอกว่าใส่อะไรก็จดๆ พอวันจันทร์ก็ไปซื้อ บางอย่างซื้อมาก็ใช้แค่ครั้งเดียว เนื่องจากไม่กล้าแปลงสูตรเขา อยากกิน 5อย่างก็ซื้อของเครื่องปรุง ซื้อวัตถุดิบมันทั้ง5สูตร

อย่างผัก พาสลี่ย์หรือผักชีซื้อมากำหนึ่ง ครึ่งโล ถึงเวลาใช้จริงๆแค่หยิบมือหนึ่ง เพื่อโรยหน้า ..

           ไม่ไหว ของเต็มตู้แต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร เพราะทำบางอย่างก็กินได้บ้าง กินไม่ได้บ้าง หันไปหันมา กินไข่เจียวดีกว่า แห๊ะๆ >//<’

ของก็เน่าวนไป ทิ้งไปเรื่อยๆ อาทิตย์ใหม่ก็ไปขนมาเพิ่มอีก วนไป

เวลาอยู่ห่างบ้านห่างเมืองนะ จะคิดถึงอาหารไทยมากเป็นพิเศษ รสชาติ หน้าตาอาหาร

           แต่ละอย่างงี้ลอยมาในหัวน้ำลายสอเลย คิดถึงรสชาติอันแซ่บจัดจ้าน กลิ่นหอมอบอวนด้วยเครื่องสมุนไพร ฮืมมม..แกงป่าไก่บ้าน กระเพราหมูกรอบ ไข่ดาว ต้มยำน้ำใส ซู๊ดดดด.. แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว (อันนี้แม่บ้านต่างแดนท่านอื่นๆคงเข้าใจดี) คือมันจะคิดถึงอาหารไทยมาก มากเป็น10เท่าเลย

            มีอยู่ครั้งหนึ่งจำได้ว่า วันนั้นอยากกินผัดกระเพรามาก แต่หาซื้อกระเพราที่ไหนไม่เคยได้เลย ทั้งในเมืองไม่ว่าจะไปกี่ตลาดๆ อยู่มาสองเดือนกว่าแล้ว ไม่เคยเห็นกระเพราที่ร้านไหนมาก่อนเลย

            แต่จำได้ว่าเคยไปเดินเล่นชายหาดกับเบิร์นนี่แล้วไปเจอต้นกระเพรานี่หว่า อย่ากระนั้นเลย รีรออยู่ใย วิ่งออกไปดูหน่อยสิ ว่ายังอยู่ไหม พอเริ่มออกวิ่งเท่านั้นแหละ!!“มาดามมมมมมม ไปไหนนนนนน”เสียงเบิร์นนี่ไล่หลังมา “ไม่ต้องตามมา เดี๋ยวฉันมาแป๊บเดียว”

นาทีนั้นไม่สนใจแล้ว เราวิ่งปรื๊ดมา พอมาถึงงี้แทบจะกราบดินเลย ต้นกระเพราเขียวเป็นพุ่ม แตกใบงามมาก

เสร็จฉันละ!..เราก็รีบเด็ดๆใหญ่เลย แป๊บเดียวคนมารุมมองดูมาดาม…อีกแล้ว!..

            ป้าบางคนเดินมาพูด อิร่องฉ่องแฉง อะไรมีรู้ฟังไม่รู้เรื่อง มาดามไม่เข้าใจ ได้แต่ยิ้มหวานๆกลับไป เขาก็ยังพูดๆๆ ‘คือป้าค่ะหนูไม่เข้าใจค่ะ’ .. หลังจากที่ยิ้มอย่างเดียวคงไม่พอ ไม่สามารถทำให้คุณป้าๆลุงๆทั้งหลายหยุดพูดภาษาศรีลังกาได้ มาดามเลยพ่นภาษาไทยกลับไปเลยค๊า

“ เนี่ยหนูหามานานมานะเจ้ากระเพราเนี่ย หาซื้อที่ไหนก็ไม่ได้ ขอหนูเอาไปทำกินหน่อยนะ คิดถึงอาหารไทยจะลงแดงตายอยู่แล้ว ยูโนว์อาหารไทยอ่ะ” ชาวบ้านทำหน้าเลิกลัก พูดอะไรของมันหว่า... อยากบอกว่า หนูก็คิดแบบเดียวกันนั่นแหละค่ะ >//<

          ชาวบ้านคงเริ่มเห็นว่า คงสื่อสารกันไม่รู้เรื่องแน่ๆ ก็เลยเลิกพูดกับมาดาม หันไปคุยกันเอง แต่ก็ไม่วายจ้องเอ้าจ้องเอา มาดามก็เขิลสิคร๊า เป็นถึงมาดาม มาเก็บผักเก็บหญ้าข้างทางกิน

ก็เลยทำตัวลีบๆแบน สไลด์ออกจากลุ่มไทยมุง เอ้ย!ศรีลังกามุง วิ่งกลับบ้านปรื๊ด..

พอมาถึงบ้าน เบิร์นนี่ก็กรี๊ดดดสลบ “มาดามไปทำอะไรมา ไปเก็บเอามาทำไมใบแบบนี้”

“เอามากินไง เดี๋ยวทำเผื่อเบิร์นนี่ด้วย” มาดามตอบหน้าตาเฉย

“มันกินไม่ได้มาดาม มันเป็นวัชพืช เอามานี่เดี๋ยวเบิร์นนี่เอาไปทิ้งให้”

“No Nooo โนเวย์!!ไม่ได้นะจ๊า บอกเลยถ้าเอาไปทิ้งมีเรื่องกันแน่ๆ..” บอกเลยหวงเท่าชีวิต

ว่าแล้วก็ไปเตรียมไก่มาสับ ทำผัดกระเพราไก่ ไข่ดาวกิน ตลอดเวลาที่ผัด เบิร์นนี่ก็เดินวุ่นๆ ผลุบเข้าผลุบออก ชะโงกหน้ามามอง มาหยิบไปโน้นไปล้าง มาเอาไอ้ไปเก็บ อยุ่ไม่ห่าง ทำหน้าตาตื่นๆ จามฟุดฟัด .. สงสัยอยากชิม อิอิอิ

       พอถึงเวลากิน เบิร์นนี่ยืนมองมาดามเปิบข้าว ตาปริบๆทำหน้าปุเลี่ยนๆ “มันกินได้จริงๆเหรอคะ ไม่ปวดท้องเหรอ ถ้าเซอร์บียอร์นรู้ว่าฉันปล่อยให้มาดามไปเก็บวัชพืชกิน ฉันจะโดนดุไหม แล้วถ้าเกิดมาดามป่วยเพราะวันละ” ถามน้ำสียงเป็นกังวล

“ไม่ปวดหรอก เนี่ยอาหารประจำชาติบ้านมาดามเลยนะ กินมาตั้งแต่เด็กแล้ว คิดอะไรไม่ออกก็ต้องกินอันนี้แหละ รสชาติครบ” เราก็โม้ๆไปพร้อมตักข้าวราดผัดกระเพราแบ่งให้เบิร์นนี่กินด้วย เบิร์นนี่เป็นที่กินข้าวจุมาก เห็นตัวเล็กๆแบบนี้ กินทีละจานพูนๆ

          เบิร์นนี่ถือจานหายไปหลังบ้าน หายไปอยู่นานมาก จนเราอิ่มสักพักถึงได้เดินกลับมา ปกติมาดามอิ่มปุ๊บ จานข้าวกับแก้วน้ำจะหายแว๊บไปเลย แต่นี่อิ่มสักพักละเห็นเบิร์นนี่มาสักที

“มาดามมมมม” นั่นไงเสียงนำหน้า 100เมตรมาแล้ว มันต้องมีอะไรแน่ๆ

“ฉันเอาไปแบ่งให้เพื่อนบ้านฉันชิม ทุกคนบอกว่ามันแปลกมากๆ แต่ก็อร่อยดีเขาอยากรู้ว่ามาดามมาจากส่วนไหนของประเทศไทยค่ะ กินวัชพืชด้วย” เอิ่มมม.. จะทำอะไร ปรึกษากันหน่อยดีไหมเบิร์นนี่!!!

          เบิร์นนี่บอกว่าที่มันเป็นเรื่องแปลก เพราะกระเพรา มันเป็นใบไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่คนสมัยก่อน เขาเอาไว้ประกอบพิธีกรรมศักดิ์สิทธ์ เช่นไล่ผี ประพรมน้ำมนต์ เผาเอาควันไล่สิ่งชั่วร้าย..ฉะนั้นคนจึงไม่นิยมกินกัน ..

มิน่าละ ชื่อชื่อภาษาอังกฤษมันเลยออกเสียงว่า โฮลีบาซิล Holy Basil

ตอนนี้มาดามถึงบ้างอ้อละ ว่าทำไม ตอนไปเก็บคนถึงได้มารุมดูกันใหญ่

คงคิดว่าที่บ้านมาดามมีพิธีกรรมอะไรแน่ๆ หรือไม่ก็ต้องคิดว่าที่บ้านคงมีผี ถึงได้มารุมถามกันขนาดนั้น...

        พอยุคสมัยเปลี่ยนไป ไม่มีคนใช้ประกอบพิธีกรรมอะไรแล้ว มันก็เลยกลายมาเป็นวัชพืชที่ฆ่าไม่ตายพอ ดอกร่วงฝนตกมันก็ขึ้นมาใหม่เรือยๆ

มาดามมาอยู่ไม่ถึงปี หมดไปเป็นดงๆละ 555

เรื่องอาหารการกินนี่ เป็นแค่เสี้ยวหนึ่งที่สัมผัสมา มันจะมีมาอีกเรื่อยๆนะคะ

ตอนหน้าจะพาไปมุดดงก่อไผ่ แล้วจะเลยขึ้นเหนือละนะ ... อย่าลืมตามไปกันนะคะ

Madame Bee

ชนาพร วิไลลักษณ์ at 9 สิงหาคม 2017 09:33
ตามมาจากพันทิป ชื่อเล่นมาดามเหมือนเราเลย อ่านสนุกดีค่ะ ชอบมาดาม รักเบิณืนนี่ ขอติงนิดหนึ่งนะ คือพออ่านในคอมแล้ว งงมาก การเว้นวรรคไม่สมดุลย์ทำให้อ่านไม่สมูทเลย ย่อหน้าก็ไม่มี ทำให้ตาลายมากๆเลย.. ไม่ค่อยได้อารมณ์ในการอ่านเท่าไหร่