แม่บ้านไทยในต่างแดน ตอนที่ 3

ความเดิมตอนที่แล้ว http://ritacooking.com/th/articles/92808-the-divers-became-madam

หลังจากนั่งคำนวน นอนคำนวนความเสี่ยง และถามหัวใจตัวเองหลายครั้ง

ทั้งปรึกษาพูดคุยกับเจ้านายก็แล้ว ถามแม่ก็แล้ว เรื่องจะย้ายมาอยู่ศรีลังกากับผู้ชาย...

แถมทุกคนก็ไม่มีใครทำท่าเสียดายเราสักคน เจ้านายบอกไปเหอะ เผื่อได้ประสบการณ์ดีดี

ส่วนแม่บอก แก่แล้วลูก คิดเอาเองเหอะ ถึงกระนั้น ก็ยังตัดสินใจไม่ได้ อยู่ดี..

ไปให้อยู่กับผู้ชายเหรอ... เฮ้ย!นั่นมันทั้งชีวิตของเราเลยนะ! ถ้าเกิดมันไปไม่รอดละ

เราก็นั่งถามใจตัวเอง ระยะเวลาเกือบปีที่ผ่านมา เรารู้สึกยังไงกับผู้ชายคนนี้บ้าง ได้คำตอบดีดีมาหลายข้อ เรารู้สึกดีมากๆ ค่อนข้างมั่นใจว่าเรารักเขาเลยละ ...

แต่คนเรายังไม่เคยอยู่ด้วยกัน มันก็ต้องโชว์แต่แง่ดีๆป่ะว่ะ? เสียงกระซิบเล็กๆลอยเข้ามาในหัว.. เราเองยังพยายามโชว์แต่สิ่งดีๆให้เขาเห็นเลย.. เราไม่ได้กลัวไก่ตื่นหรือเสแสร้งนะ

แต่เพราะทุกครั้งที่เราได้ใช้เวลาด้วยกัน มันเป็นแค่ระยะเวลาสั้นๆ บางทีเขาลางานมา หรือเราลางานไป ใครจะอยากเอาปัญหาหรือของไม่ดีออกมาโชว์ละ เวลามันสั้น เราก็อยากทำให้มันมีคุณภาพไง ..

คำถามมากมายก็ยังวกวนอยู่ในหัว ถ้าไปกันไม่รอด กลับมาจะมีงานทำไหม ถ้าเขาเบื่อเราก่อนละ ตายๆๆ ถ้าเกิดถูกถีบกลับมาละ แม่จะเสียใจไหม .. แล้วถ้าเกิดเราเบื่อเขาก่อนละ

ทั้งสะอาด เจ้าระเบียบ เนิร์ดซะขนาดนั้น ต่างกับเราโดยสิ้นเชิง.. แต่แหม! รู้จักกันเกือบปีแล้ว

ถ้าเขารับเราไม่ได้มันก็ต้องบอกกล่าวกันบ้างแล้วแหละ หรืออย่างน้อยต้องออกอาการบ้างละเนอะ.. โอ้ย ยัยบี จะไปก็ไป ทำไมทำตัวเรื่องมากแบบนี้ รู้ไหมว่าคานที่เกาะอยู่เนี่ยมันเริ่มผุแล้วนะเว้ย! แต่แกรเป็นผู้หญิงนะ รออีกหน่อยไม่ดีเหรอ..

เทวาดาฝ่ายขวา กับซาตานฝั่งซ้ายตีกันในหัวเรายุ่งไปหมด ตัดสินใจไม่ได้ ลองโทรหาแม่อีกทีดีกว่า

 

มาดาม: แม่จ๋า ตัดสินใจไม่ได้ ไปไม่ไปดีอ่ะ ศรีลังกาเนี่ย

แม่ : หมายถึงจะไปเที่ยวหรือไปอยู่เลยละ

มาดาม: ไม่รู้อยู่เลยหรือเปล่า แต่คุณบียอร์นให้ไปอยู่ระยะยาวอ่ะแม่ เขาว่าให้ลองอยู่ดูว่า ชอบบ้านเมืองเขาไหม อาหารการกิน อยู่ได้หรือเปล่า ถ้าอยู่ได้ เขาจะได้ไม่ต้องลาออกจากงาน มาอยู่เมืองไทย เขาอยากรู้หนูเป็นแบบไหน แล้วอยากให้หนูรู้ว่าเขาเป็นแบบไหนอ่ะแม่

แม่ : ก็ไปสิ ไปมาก็ตั้งหลายรอบแล้วนิ ไม่รู้เลยเหรอไงว่าจะอยู่ได้ หรือไม่ได้

มาดาม : ก็ตอนนั้นไปเที่ยว ก็อยู่แต่โรงแรม กินแล้วเที่ยว ไม่รู้เลยว่ายังไง

แม่ : งั้นก็ไปสิ ไปอยู่ให้มันรู้

มาดาม : แล้วถ้ามันอยู่กันไม่ได้ละแม่ เกิดอยู่ๆไปแล้วเข้ากันไม่ได้ละแม่

แม่ : อยู่ไม่ได้ก็กลับ บ้านมันไม่ย้ายเสาหนีหลังคาไปไหนหรอก เดี๋ยวแม่เฝ้าไว้ให้

มาดาม : แม่... ถ้าหนุอยู่บ้านเขาไม่ได้ แล้วเขาไม่ตามหนูกลับมาละแม่

แม่ : เออ.. แก่แล้วคิดเอาเองเหอะ ถ้ามันเรื่องมากนักก็ไม่ต้องไปมันหรอก..

มาดาม : แม่อ่า... ไม่ช่วยหนูคิดหน่อยเหรอ เนี่ย..ถ้าเป็นแม่ แม่จะทำยังไง

แม่ : ถ้าเป็นแม่นะเหรอ แม่ก็จะไปตอนหน้าโลว์ ยังไงมันก็ไม่มีงานทำอยู่แล้ว โลว์ทีก็ตั้ง5เดือน ไปอยู่แค่ 3เดือนก็รู้แล้วว่าอยู่ได้ไหม เวลา3เดือน ป่านนั้นคงรู้ไส้ รู้พุง รู้ขี้ รู้เยี่ยวกันบ้างแล้วละ ... มานั่งครวญอยู่แบบนี้ อีก 5เดือนก็ไม่รู้เรื่องหรอก อย่าว่าแต่ 3เดือนเล้ย!

โฮ้!!แม่!!ง่ายจัง .. ทำไมเมื่อตอนหนูเป็นวัยรุ่น ไม่เห็น ปล่อยหนูแบบนี้บ้างเลยนะ

เมื่อได้คุยกับแม่ ก็ได้คำตอบทันใด อีก 2อาทิตย์หมดฤดูทำงานพอดี ว่าแล้วก็เตรียมตัวไปติดเกาะแห่งใหม่ดีกว่า 555 เกาะท่านเซอร์กิน >//<

เราไม่ค่อยได้ใช้ชีวิตบนฝั่งบนดินสักเท่าไหร่ เราไม่ค่อยทันคน เราไม่ได้เป็นกบในกะลา แต่เราเหมือนปลาที่อยู่แต่ในน้ำ ที่ไม่ชอบเรื่องวุ่นวายบนบกเท่าไหร่ เลยขี้กังวลไปหน่อย

จริงๆแล้วเราไม่ได้กลัวเรื่องท่านเซอร์เขา จะรับเราได้หรือไม่ได้หรอก เพราะระยะเวลาที่ดูใจกัน บินไปบินมาเกือบปี ก็พอทำให้เราได้เรียนรู้กันมาบ้างแล้ว...

รู้ว่าเขาเคยมีคู่หมั้นเป็นคนอเมริกา หมั้นกัน 8ปี เมื่อตอนสมัยทำงานอยู่อเมริกา ผู้หญิงขอถอนหนมั้น เพราะความรู้สึกไม่มั่นคงต่อกันแล้ว เนื่องจากท่านเซอร์เดินทางบ่อยเกินไป

รู้ว่าหลังจากนั่นเขาเคยมีแฟนเป็นคนไทย เคยพาไปอยู่ที่ศรีลังกาด้วยระยะสั้นๆ แต่ผู้หญิงก็ขอเลิก เนื่องจากติดปัญหาเรื่องการสื่อสาร และไม่ชอบที่คุณชายเจ้าระเบียบ และชอบขอให้เรียนภาษาเพิ่ม เขาว่าเหมือนโดนด่าว่าโง่ เขารับไม่ได้ พอกลับเมืองไทยมีผัวใหม่ จ่อยหร่อย (คือหาง่ายแท้หว่า!) ที่รู้มาเพราะ เขาเอาอีเมล์ให้เราอ่าน ตั้งแต่เขาจีบกัน จนฉบับสุดท้ายที่ผู้หญิงส่งมาบอกว่า เขาเจอคนรักใหม่ที่รับเขาได้ ไม่บังคับให้เขาเรียนภาษา ยินดีให้เงินเป็นรายเดือนด้วย...

เราเคยเจอครอบครัวเขาที่สวีเดนแล้ว 2ครั้ง ทุกคนน่ารัก และเอ็นดูเรา ..

แต่เป็นเพราะเรากลัวเรื่อง ความเป็นอยู่ กลัวไม่มีงานทำ กลัวสงครามบ้านเขา กลัวกินข้าวไม่อร่อย กลัวโน่นกลัวนี่แบบไร้สาระไปหมด .. แต่พอฟังแม่แล้ว เออ.. มันหน้าโลว์นี่หว่า บ้านมันก็ไม่ย้ายเสาหนีหลังคาไปไหนหรอก .. เอ้า! ไปก็ไปฟร๊ะ!!

การเดินทางไปศรีลังกาครั้งนี้ มันไม่เหมือนครั้งแรกๆ ที่มาเที่ยวหาคนรัก มาเยี่ยมชมบ้านเมืองเขา.

แต่การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางไปเพื่อเรียนรู้ ที่จะอยู่ร่วมกันของ คน2คนหลักๆ และอีก 3คนย่อยๆ

เครื่องลงที่โคลัมโบตอนกลางคืนวันศุกร์ เรานั่งรถย้อนไปโรงแรมในเมือง บียอร์นอยากให้เราอยู่โรงแรมก่อนเพราะเขาติดงาน และวันศุกร์เป็นวันที่รถติดมาก ไม่อยากให้เรารู้สึกโดนทิ้งให้อยู่บ้านคนเดียวทั้งๆที่เป็นการมาอยู่บ้านครั้งแรก เอ้า! โรงแรมก็โรงแรม แต่มันต้องนั่งรถย้อนไกลไง ..

คือสนามบินมันไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงโคลัมโบนะ มันอยู่ใกล้เมืองเนกอมโบซึ่งเป็นเมืองที่อยู่มากกว่า ...เหมือนสนามบินบ้านเราที่เรียกว่าสนามบินกรุงเทพ แต่ไปอยู่จังหวัดสมุทปราการอ่ะ...

แต่เอาเถอะ คืนเดียวเอง

พอตอนเที่ยงๆ วันรุ่งขึ้น เบนเนดิ๊กซ์ก็มารับ

เบนเนดิ๊กซ์

ระยะระหว่างเมืองโคลัมโบไปเมืองเนกล่อมโบ ที่ท่านเซอร์อยู่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีถึง 1 ชั่วโมง ถนนส่วนใหญ่เป็นถนนสองเลนรถวิ่งสวนกัน แต่พอวิ่งๆไปมันก็จะแตกออกเป็นสาม-สี่เลนโดยที่ถนนยังเท่าเดิม บางคันวิ่งครึ่งๆระหว่างบนถนนกับบนฟุตบาท ตะแคงๆไป

เสียงบีบแตรดังสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา ประหนึ่งว่าเขาใช้แตรรถเป็นการขับเคลื่อนยังไงยังงั้น รถเมล์แดงเก่าๆวิ่งเอียงๆตุเรงๆ อยู่ๆก็เบรคดังเอี๊ยดดด!! แล้วออกตัวพรื๊ดดด ไป แล้วก็เบรคเอี๊ยดอีก..บอกเลยว่าถ้าจะขับรถที่นี่อย่าไปตามตูดมันเด็ดขาด มีหวังอ้วกแตกแน่ๆ ที่นี่รถผ่าไฟแดงกันพรึบพรับ เบนเนดิกซ์บอกว่าสัญญาณไฟแดงเป็นแค่ข้อแนะนำเฉยๆ

จะปฏิบัติตามหรือไม่ก็แล้วแต่คุณ ห๊ะ!!จริงดิ เราได้แต่หวังว่านั่นมันคือมุกตลกๆล้อเล่น ...แต่ดูๆแล้ว ใครไปได้ก็จะไปกันท่าเดียว ไม่ดูไฟเขียวไฟแดงกันเล้ย ..

รถบนถนนนอกจากเป็นรถบัสเก่าๆแล้ว ประมาณ70% จะเป็นรถตุ๊กตุ๊กสามล้อ มันเยอะมากและที่เยอะพอกับรถตุ๊กตุ๊กก็คือขอทาน เค้าจะมาเคาะกระจกยื่นทำหน้าเศร้าจ้องตาเราไม่หยุด

ถ้าเผลอไปให้เงินคนหนึ่งรถคุณจะโดนรุมทันที

มาดามก็เกือบไปแล้วดีที่ท่านเซอร์ตะครุบมือไว้ทันและที่เยอะพอๆกับขอทานก็คือ วัวค่ะ

วัวกินหญ้านี่แหละ เราต้องแบ่งถนนหนทางที่สัญจรให้กับวัวพวกนี้ด้วย

แหม…เดินกันขวักไขว่บนถนนหลวงกลางเมืองหลวงนี่แหละค่ะ เบนเนดิ๊กซ์บอกว่าวัวพวกนี้ถูกไถ่ตัวมาจากโรงฆ่าสัตว์ตามเทศกาลต่างๆของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ไถ่มาแล้วก็ปล่อยเขาเป็นอิสระ เดินไปมา หากินเอง วัวคือพระเจ้าของคนที่นับถือศาสนาฮินดูค่ะ

บางทีรถติดไฟแดงอยู่มันก็เดินมาสีข้างๆรถ เบนเนดิ๊กซ์ก็พยายามบีบแตรไล่ ปรี้นนนนน ปรี้นนปากก็บอก “โนโนโนตรูเพิ่งล้างรถมา ออกไปไกลๆเลย”

แต่เสียงแตรที่ดังทั้งวันตลอดเวลา สร้างความเคยชินให้เจ้าวัวพวกนั้นเสียไปแล้ว

เสียงแตรของเบนเนดิ๊กเลยไม่สามารถทำให้มันสะทกสะท้านได้ แพรดดดด แล้วมันก็มาปล่อยทุกข์ไว้ข้างๆรถจนได้ “@*&^$**%^$” เสียงเบนเนดิกซ์สบถออกมาเป็นภาษาบ้านตัวเอง โฉงเฉง ท่านเซอร์บียอนหัวเราะ หึหึหึ เราได้แต่นั่งปากหวอ ... คือไม่มีใครคิดจะทำอะไรกับวัวพวกนี้เลยเหรอ.. จริงๆเหรอ นี่มันเมืองหลวงเลยนะเว้ย! เอิ่มมม...เขาคงเคยชินกันแล้ว เราก็ควรทำตัวให้ชินด้วยสินะ นั่งมอง2ข้างทางต่อไป

บ้านเมืองเค้าประกอบไปด้วยตึกเก่าๆใหญ่โต แล้วห้องแถวที่ขายอะไรก็ขายเหมือนกันยาวตลอดแนว ตึกเก่าๆนี้ เบนเนดิกส์บอกว่ามีมาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคมกันเลยทีเดียว แต่ก็ยังดูแข็งแรงอยู่มาก แล้วบ้านเขาก็เพิ่งหมดสงครามได้ไม่นาน ยังล้าหลัง ตามบ้านเราอยู่ประมาณ

15-20ปี น่าจะได้ ตอนแรกคิดว่า บ้านเขาเป็นเมืองแขก แบบว่า "อินี่นายจ๋า นายจ๋า" "มุสลิม จ๋ามาก" จริงๆแล้วไม่ใช่ค่ะ ที่นี่เป็นเมืองพุทธ คนที่นี่น่ารักและเป็นมิตรมาก บางทีก็มากจนเราระแวง หน้าคนศรีลังกา คล้ายๆ หน้าตาคนทางใต้ของอินเดีย ถ้าไม่ยิ้มหน้าจะดุมาก แต่ยิ่มทีก็ทำให้โลกสว่างเลยละ ... แต่โซนที่เราอยู่ส่วนใหญ่เป็นชาวศริสค่ะ เพราะที่นี่เคยเป็นเมืองขึ้นของหลายๆประเทศฝรั่งยุโรป พวก ฮอนแลนด์ โปรตุเกตุ อังกฤษ ก็เลยทำให้ได้รับวัฒนธรรมศาสนาเขามาด้วย ตึกเก่าๆสมัยก่อนสวยๆก็ยังมีให้เห็นนะคะ ยิ่งโบสถ์เก่าสวยๆเยอะเชียวค่ะ บ้านท่านเซอร์บียอร์น

ของเราอยู่ เมืองเนกอมโบ เขต ตระลาเฮนน่านะคะ

( Negombo Thalahena ) ประมาณเกือบชั่วโมงต่อมารถก็เคลื่อนมาจอดหน้าบ้าน

การหิ้วกระเป๋าเข้าบ้านเขาเป็นครั้งแรก นึกว่าตัวเองเป็นพจมาน บ้านอาจจะหลังไม่ใหญ่เท่าวัง แต่สำหรับผู้ชายตัวคนเดียว บ้านขนาด 4ห้องนอน 4 ห้องน้ำ ห้องครัวเปิดโล่ง สวนหลังบ้านยังกับสนามฟุตบอล แถมสระว่ายน้ำอีก มันก็ดูใหญ่เวอร์อยู่นะ ...

แถมแม่บ้าน คนขับรถ คนทำสวนยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง รอตอนรับมาดาม

ท่านเซอร์บียอร์น เบนเนดิ๊ก เบอร์นนี่ เบญจมิน(ลอกัล) …..

เบญจมิน(ลอกัล)

“ good afternoon welcome home Madame” สวัสดีมาดาม ยินดีต้อนรับ” .. เอ่อ อืมมม.. มันมีธรรมเนียมแบบนี้ด้วยเหรอ .. หวัดดีก็หวัดดี มาดามก็ยกมือไหว้ ฝากเนื้อฝากตัวกับทุกคน.. นังเบนเนดิ๊กซ์ก็เพิ่งนั่งรถมาด้วยกัน ไม่ใช่เหรอ .. คืออัลไล...

นี่ไม่ใช่เป็นการเจอเบิร์นนี่และทุกๆคนครั้งแรก มาดามเคยเจอเบิร์นนี่มาก่อนเมื่อสมัยเทียวไปเทียวมา บียอร์นเคยพามาเที่ยวบ้านเค้าบ้าง แต่ก็ไม่เคยมาพัก ส่วนมากแค่ตอนเย็นหลังบียอร์นเลิกงานแล้ว ซึ่งก็ใกล้เวลาที่เบิร์นนี่จะกลับบ้านทุกที เลยไม่เคยได้คุยกันจริงๆสักที เบิร์นนี่ผู้หญิงตัวเล็กๆผิวดำ ฟันขาว ยิ้มกว้าง เวลาพูดจะทำหัวสั่นด๊อกแด๊ก แบบสาวภาระตะ ดูน่ารักดี ...

นี่ถือว่าเป็นการเจอครั้งแรกแบบเป็นทางการของเรา

“นี่มาดามบี คนรักของผมเค้าจะมาอยู่กับเราด้วย มาเป็นนายหญิงของบ้านนี้ รบกวน

เบิร์นนี่ช่วยพาชมบ้านและแนะนำห้องต่างๆให้ด้วยนะ แล้วตอนผมไปทำงานห้ามขัดใจมาดามรู้ไหม” ท่านเซอร์ก็เล่นใหญ่ไปด้วย เล่นเอามาดามมือใหม่เขิลซะ ยื่นบิดแขนบิดขาเลยทีเดียว

เบิร์นนี่ดีด๋าใหญ่ที่บ้านจะมีผู้หญิงมาอยู่เพิ่ม เพราะนอกเธอแล้วก็มีแต่หนุ่มๆทั้งนั้น

เมื่อแนะนำตัวเสร็จ ท่านเซอร์ก็พาเราเดินเข้าบ้าน ทุกคนก็ไปรวมกันอยู่ท้ายรถโดยอัติโนมัติทำท่าไปยกกระเป๋าของเราซึ่งก็มีอยู่ใบเดียว หัวงี้แทบมุดหายกันไปในกระโปรงรถ

ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูก็รู้เลยว่าโดนนินทาแหง๊ๆ แค่หันไปชำเรืองทางหางตาก็เห็นว่าทุกคนกำลังสุมหัวซุบซิบชี้มือชี้ไม้มาทางเรา เหมือนท่านเซอร์จะรู้ทัน หันไปถาม

“กระเป๋าใบเดียวจะยกกันสามคนเลยหรอ” พรึบบบบ ทุกคนแตกกระจายออกจากกันทันที เบิร์นนี่คว้าไม้กวาดเดินเข้าบ้าน เบญจมิคว้ากรรไกรตัดต้นไม้เดินหายไปทางสวน

เบนเนดิกซ์กระโดดเข้าประจำที่นั่งคนขับทันที..

เอ้า!! ทิ้งกระเป๋ามาดามกันหมดเลย ไรแว้.. เบนเนดิกซ์เหมือนจะนึกได้หัวเราะแฮะๆ เดินกลับไปยกกระเป๋ามาดามลงจากท้ายรถมาให้

เบิร์นนี่

เบิร์นนี่ก็เหมือนเพิ่งรู้ตัวเดินย้อนกลับมาถามว่า “เซอร์จะรับกาแฟไหม มาดามต้องการอะไรหรือเปล่าคะ”

“ก็ดีนะ”ท่านเซอร์ตอบ ส่วนมาดามไม่เอาอะไรขอรื้อกระเป๋าเอาของเข้าที่ดีกว่า

เบอร์นี่ ทำท่างงๆเกาหัวแกรกๆ ทำหัวสั่นด๊อกแด๊กเดินออกไป

ผ่านไปสักพักจนมาดามรื้อกระเป๋า จัดของเข้าที่ใกล้เสร็จแล้ว ได้ยินเสียงท่านเซอร์ถามเบิร์นนี่ว่า “กาแฟฉันล่ะ” “ก็เซอร์ไม่ได้บอกว่าต้องการฉันก็ไม่ได้ทำสิคะ” ได้ยินเสียงเบิร์นนี่ตอบมา

“ก็ฉันบอกว่าก็ดีไง”

“ก็ดีคืออะไร ดื่มก็ดีไม่ดื่มก็ดีเหรอคะ?” เบิร์นนี่ถามแบบซื่อๆ

“ไม่ใช่!ฉันหมายถึงว่า มันเป็นความคิดที่ดีที่เธอถามฉันว่าต้องการกาแฟไหม”

“ก็เซอร์ไม่บอกเยส ต้องการนิคะ เบิร์นนี่ก็ไม่เข้าใจ” ทำเสียงอ่อยๆ

“เออ..ชั่งมันเถอะไม่เป็นไร” เสียงท่านเซอร์ตัดความรำคาญ

“ไม่เป็นไรนี่คือต้องการหรือไม่ต้องการกาแฟกันแน่คะ?” สงสัยว่าเบิร์นนี่ยังไม่เคลียร์

“ก็ฉันบอกว่าไม่เป็นไรแล้วไง” น้ำสียงท่านเซอร์เริ่มหมดความอดทน

“แล้วมันแปลว่าเยสหรือโนละคะ?”

“NO!! Thank you! โน!แต้งกิ้ว ฉันไม่ต้องการกาแฟแล้ว Ok นะ”สงสัยท่านเซอร์คงเริ่มนับหนึ่งถึงสิบในใจแล้วแหง๋ๆ

“Good Sir ดีแล้วเซอร์ No and Yes เฉยๆมันง่ายกว่ากันเยอะเลยนะ ฉันไม่เข้าใจว่าเซอร์จะพูดให้มันเข้าใจยากทำไม” ว่าแล้วเบอร์นี่ก็เดินทำหัวสั่นด๊อกแด๊กแบบสาวภาระตะเดินย้อนกลับไปกวาดลานหน้าบ้านต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

นังมาดามเห็นแววว่า ท่าทางจะอยู่ยากเสียแล้ว... เมื่อจัดของเข้าที่เสร็จก็จะว่าไปสำรวจบริเวณรอบๆซะหน่อย เบิร์นนี่อาสาเดินไปเป็นเพื่อนพอพ้นประตูออกมาตรงหน้าถนนใหญ่

โอ้!แม่เจ้า มันจะกันดารได้อีกไหมเนี่ย มีถนนลูกรังด้วย นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นเจ้าฝุ่นสีแดงๆนี่

เราเคยมาแล้วแต่มาแค่ตอนเย็นๆค่ำๆเพราะต้องรอบียอร์นเลิกงานก่อนเลยไม่เคยได้เห็นสภาพบริเวณบ้านในเวลากลางวันแบบนี้

ข้างบ้านรั้วติดกันเป็นรีสอร์ทไม้สไตล์บาหลีเก่าๆใหญ่โต ดูโคตรครั้งอลังการมากแล้วก็ดูน่ากลัวด้วย

ข้ามถนนไปเจอชายหาดเป็นชายหาดดินกรวด เม็ดทรายหยาบๆก้อนกรวดใหญ่ๆพื้นเป็นดินดานตะปุ่มตะป่ำดูน้ำที่นี่คงเล่นไม่ได้ขยะลอยเต็มไปหมด

แต่มีพืชพรรณเขียวคะจีตลอดข้างทางพวกกระถิน ใบกระเพา ผักเสี้ยนขึ้นเต็มไปหมด

เราเดินเลาะไปเรื่อยๆหูก็ฟังเบิร์นนี่เจือยแจ้ว ถึงที่มาที่ไปของบ้านเขา พูดศรีลังกาคำ อังกฤษคำ

เราเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง เออ อ่อห่อหมกได้ก่อนละกัน .. มารู้ตัวอีกที รอบๆตัวเราก็มีคนมากมายมามุงล้อมเต็มไปหมด

บางคนจ้องน่ะเหมือนเราเป็นตัวประหลาด ‘สงสัยไม่เคยเห็นคนสวย’คิดเข้าข้างตัวเองไว้ก่อน555 เบิร์นนี่ก็พูดแจ้วๆ อะไรไม่รู้ ไทยแลนด์ ไทยแลนด์ อะไรสักอย่าง

ผู้คนก็ทำปากจู๋ อู้ฮู้ อ่อโฮ้ตามกัน เด็กน้อยบางคนเดินมาจ้องเรา เราก็ยิ้มให้ เขาก็เขินแทบเอาหน้ามุดหายลงไปในทราย “Hello” เราเอ่ยทักก่อนเด็กน้อยก็อาย วิ่งหนีไป

“Hello, how are you?” เราหันไปทักคนอื่นบ้าง ทีนี้ภาษาต่างด้าวมาพรึบเลยค่ะ

บางคนถือปลาเค็มเดินมา บางคนถือผัก บางคนถือผ้าโสร่ง พยายามเอามายื่นข้างหน้าให้มาดามเรามองเบิร์นนี่ “นี่เป็นของต้อนรับเหรอ” เบิร์นนี่บอกใช่แต่ต้องจ่ายเงินนะ

เอิ่มมม... แล้วมันต้อนรับตรงไหนแว้! “ฉันมาเดินเล่นไม่ได้เอาเงินมาหรอก เอาไว้โอกาสหน้านะ”ปฏิเสธนุ่มๆไปก่อน เบิร์นนี่หันไปพูดอะไรไม่รู้ พรึบบบบ...ผู้คนแตกกระจายยังกับผึ้งแตกรังไปกันคนละทางสองทาง สงสัยเห็นว่าขายไม่ได้ ไม่มีประโยชน์เสียเวลาเปล่ากับมาดามคนนี้

แต่แหม...มาเร็วเคมเร็วเสียจริงนะ .... แต่ทุกจังหวะก้าวเดินเรารู้เลยว่ามีแต่คนจ้องมองเรา ถึงไม่ได้เข้ามารุมแล้วก็เหอะ..

ที่นี่สินะ ที่เราจะมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ มาเรียนรู้วิถีชิวิตความเป็นอยู่ของคนที่เรารัก.. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ วัฒนธรรมใหม่ๆ ผู้คนใหม่ๆ.. ที่ในโลกใต้ทะเล หรือบนเรือทัวร์ดำน้ำไม่มีสอนให้เรา... นี่สินะ ที่ๆเราจะต้องเรียกว่าบ้านหลังที่ 2 .. มันต้องอยู่ได้สิ ดูแล้วมีอะไรให้ทำตั้งเยอะ..

ตอนนี้กลับเข้าบ้านก่อนดีกว่า หิวแล้ว

ตอนหน้า จะพาไปดูของกินของบ้านเมืองเขากันนะคะ ..

 

Madame Bee