จากนักดำน้ำ จับพลัดจับพลูมาเป็น "มาดาม"

หลังจากที่ได้แนะนำที่มาที่ไปของคำว่า “มาดาม” ในตอนที่แล้ว

ตอนใหม่นี้ จะมาเล่าว่าจับพลัดจับพลูยังไง ทำไมพนักงานดำน้ำตัวดำดำถึงได้มาเป็นมาดามได้

และขอแนะนำตัวมาดาม อย่างคราวๆแค่พอให้จินตนาการออกระหว่างอ่านเรื่องเล่านี้ได้ว่านังมาดามนี่มันเป็นใคร

และขอแนะนำตัวละครผู้ร่วมชะตากรรม ในครอบครัวตัวบี ของมาดามสายฮานะคะ

ถ้าเพื่อนๆหรือคนรู้จักมาอ่านเจอก็ช่วยทำความเข้าใจด้วยว่านี่มันเรื่องเล่าท้าวความเมื่อเกือบ 10 ปีมาแล้ว ตอนสมัยที่มาดามยังสาวกว่านี้หัวแข่งหัวเข่าก็ยังดีกว่านี้นะจ๊ะ.. กรุณาช่วยมโนตามกันด้วยค่ะ ว่ามาดามสวย ถึงแม้ไม่รวยมากก็เถอะ

            ขอยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ครอบครัวตัวบี

Madame Bee

 เริ่มที่ B1มาดามบี (Bee)มาดามสายฮา ...อายุ .. มันเป็นเพียงตัวเลข อย่าไปรู้เลย สูงร้อยกว่าๆ ตัวเกือบดำ ตอนยังไม่แต่งงาน มีอาชีพเป็นนักดำน้ำ ตอนนี้เป็นแม่บ้านให้สามี พร้อมกับเป็นฟรีแลนซ์ รับจ้างทั่วไป รักการเดินทาง รักการผจญภัย

B2 ท่านเซอร์ บียอร์ (Bjorn) ผู้เป็นเสาหลักของบ้าน เป็นคนชาวสวีเดน ผมสีทอง ตาสีฟ้าอมเขียว อมเทา อะไรไม่รู้ คือตานางจะเปลี่ยนตามแสงที่มันสะท้อนอ่ะ สูงร้อยเจ็ดสิบกว่า อารมณ์ดี หัวเราะเสียงดังมาก

อาชีพ... ทำอะไรไม่รู้เกี่ยวกับมารตฐาน ISOนี่แหละ รักความสะดวกสบาย ทุกอย่างต้องสะอาดและเจ้าระเบียบมาก

เบิร์นนี่

B3 แม่บ้านเบิร์นนี่ (Bernie) ผู้ที่ยอมตายในหน้าที่ดีกว่าถูกเหยียดหยาม ว่าล้างจานไม่สะอาด สูง 150 หนัก 39 ผิวดำมากกว่าแดง คล่องแคล่ว ขี้ใจน้อย และรักมาดามบี มากกกก

B4 คนขับรถ เบนเนดิ๊กซ์ (Benedict) ผู้ที่มีความซื่อสัตย์ ภักดีต่อท่านเซอร์บียอร์นเป็นอย่างสูง และมี Skill ในการขับรถแบบ หาตัวจับได้ยาก เป็นคนตรงไปตรงมายิ่งกว่าเสาเข็ม! (ถ้าอยากให้ช่วยโกหก หรือเก็บความลับ อย่าหวังพึงเบบเนดิกซ์เด็ดขาด)

B 4ครึ่ง คนสวน + คนดูแลสระว่ายน้ำ เบญจมิน (Benjamin) ทำไมบีแค่ครึ่งเดียวนะเหรอ เพราะจริงๆแต่คนๆนี้ไม่ได้ชื่อเบญจมินนางชื่อรอกิล แต่มันดูไม่เข้าพวกอย่างแรงมาดามกับเบิร์นนี่เลยแกล้งเรียกนางว่าเบญจมิน บางทีก็หันบ้างไม่หันบ้าง แต่มาดามก็ยังดิ้นรนเรียกต่อไป 5555 แหม... เค้าก็อยากให้เป็นหนึ่งในครอบครัวไง

            ที่นี้ มาฟังกันว่านักดำน้ำตัวดำๆ จับพลัดจับพลู่ยังไงถึงได้มาเป็นมาดาม อันนี้เคยเขียนแล้วในพันทิป ใครเคยอ่านแล้ว จะข้ามไปก่อนก็ได้นะคะ (พอดีอยากให้เริ่มใหม่ไปด้วยกัน เพราะเพื่อนๆที่มาใหม่จะได้ไม่สับสน และติดๆขัดๆในการอ่านเนอะ)

ก่อนหน้าที่จะมาเป็นมาดามแบบนี้ มาดามบีก็เคยเป็นขี้ข้ามาก่อนค่ะ

ทำไมถึงเรียกว่าตัวเองเป็นขี้ข้านะเหรอเพราะมาดามทำงานให้กับเจ้านายฝรั่งคนอังกฤษ เปิดบริษัททัวร์ดำน้ำ

อันนี้เป็นเรื่องเมื่อ7ปีก่อนหน้านี้ นานมากนะคะตอนเราเข้ามาทำงานใหม่ๆ ตอนนั้นมาดามมีหน้าที่ล้างเรือ

ชงกาแฟเก็บแก้วกาแฟ วิ่งซื้อของทำความห้องน้ำห้องพักทุกอย่างในเรือและในออฟฟิศ เพื่อแลกกับการเรียนดำน้ำฟรี และเจ้านายสอนภาษาอังกฤษให้ฟรี

เราก็เอาใจเจ้านายเราสุดๆ เรียกหาเมื่อไหร่ก็ได้ อยากกินอะไรก็วิ่งหาให้

             ทำให้เจ้านายเราติดนิสัย ขรี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออกก็เรียกหาแต่เราอย่างเดียว นายผู้หญิงก็บ่นเราทำสามีเธอเสียนิสัย

นางว่า เนี่ย!เหลืออย่างเดียวที่ไม่ได้ทำให้ก็คือกดชักโครกให้ตอนมันขี้เสร็จนี่แหละ.. แหะๆๆ อันนั้นไม่บังอาจค่ะ

       แต่งานดำน้ำ มันมีเป็นฤดู ทำได้แค่ 6เดือน อีก 6เดือนก็ตกงานกันไป เพราะมรสุมเข้า ออกเรือไม่ได้ และต้องมีการพักฟื้นประการังด้วย ตามกฎหมายอุทยานแห่งชาติ

บางบริษัทก็ปล่อยลอยแพลูกน้อง ส่วนบริษัทเจ้านายเราจ้างให้พนักงานสำคัญๆถือตำแหน่ง จ่ายเงินเดือนครึ่งหนึ่ง ระหว่างนี้จะไปหางานทำที่ไหนก็ได้ แต่ก่อนเปิดฤดูท่องเที่ยว 1เดือนต้องกลับมาเตรียมงาน เตรียมความเรียบร้อยของเรือทัวร์

บางโลว์ซีซั่นก็ได้งานดี บางโลว์ไปไม่รอดก็กลับไปเกาะแม่กิน

บางทีก็เกาะเจ้านายมันนั่นแหละ 3เดือน เกาะแม่อีก2เดือน พอให้รอดตายไปอีกปี...(ชีวิตมันเศร้า)

            แต่ช่วงฤดูท่องเที่ยวเราได้เงินดีมาก รวมเบี้ยเลี้ยง รวมทิปแล้วเดือนๆเกือบ6หมื่นบาทก็มี สมัยเกือบสิบปีที่แล้วนะ ถือว่าเยอะมาก แถมกินฟรี อยู่ฟรีอีกต่างหาก

เราส่งให้แม่เรา 60%ของรายได้เลย(ไม่รวมทิปรายวันนะ) แต่บางปีซบเซาได้เดือนละ2หมื่นกว่าๆก็หรูแล้ว

       เราทำงานกับเจ้านายเรามา ได้12ปีกว่าๆก่อนแต่งงาน ก็ ล้มลุกคลุกคลานกันมา ทั้งผลกระทบจากโดนสึนามิ

โดนผลกระทบจากโรคไขหวัดซาร์ โดนผลกระทบเรื่องระเบิด โดนอะไรไม่รู้มั่วไปหมด

คือก่อนจะเปิดฤดูท่องเที่ยวทีไร มันต้องมีเรื่องให้ปวดหัวทุกที จนหลอน ได้แต่คิดว่า แม-ร่งปีนี้จะโดนเอี้ยอะไรอีกป่ะแว้

โอ้ค๊าาา! ไข้หวัดนกก็มาค๊าาา! เราก็เข้าใจนายเรานะ เลยพยายามทำกันเอง ไม่จ้างพนักงานมาก

      เราโชคดีที่ว่า พนักงานเราอยู่กันเป็นแบบครอบครัวใหญ่ ทั้งกัปตันเรือ ช่างเครื่อง คนขับรถ แม่ครัว

จะไม่มีใครยึดว่า ฉันใหญ่ ฉันมาก่อน แต่ใครมีอะไรก็ช่วยกัน กัปตันเรืออาจต้องได้ขี้นมาขับรถส่งลูกค้า

หรือเราต้องโดดไปช่วยล้างเรือ แม้แต่ต้องขับรถบรรทุกน้ำมันเรือเราก็ต้องทำ ทำให้ครอบครัวนี้สนิทกันมาก

บางทีก็มากเกินจนความเกรงใจไม่ค่อยมี ใครคิดอะไรก็พูดแบบนั้น บางทีอยากจะบอกว่าคิดถึงใจตรูบ้าง ตรูฟังอยู่น๊ะ

            หลังจากทำงานได้ประมาณ 3ปี เราขึ้นมาครองตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป "เจนเนรัลเบ้" เจ้บีนี่คือใหญ่สุด รองจากเจ้านาย กฎของบริษัทเรามีแค่ 2ข้อก็คือ

ข้อ1.ให้จำไว้ใครใหญ่ไม่ใหญ่ไม่รู้ แต่"เจ้บีต้องถูกเสมอ"

 ข้อ 2. ใครข้องใจหรือไม่เข้าใจให้กลับไปอ่านข้อ1.ใหม่ 5555 

   ทำไมต้องใหญ่นะเหรอ  เพราะเจ้านายเรายึดเราเป็นหลัก ใครผิดใครถูกไม่รู้ ที่รู้ๆคือ นังเจ๊ใหญ่โดนด่าอยู่คนเดียว จริงๆนะเจ้านายเราไม่เคยด่าลูกน้องคนอื่นๆเลย

ไม่เล้ยจริงๆ แต่เรานี่ได้กิน (Fu*k)"ฟักต้มไก่มันทุกวัน! วันดีคืนดี มันแถม (Fu*k)ฟักต้มไก่ใส่มะนาวดองทรงเครื่องให้อีก" คือจัดให้ชุดใหญ่เลย! เหอๆๆๆ

เคยถีบเราลงรถก็มี! บางทีโมโหอะไรมาไม่รู้ ขับรถไปก็บ่นๆด่าๆ เราก็เถียงๆๆ ก็คนไม่ผิดนี่หว่า

ที่ทำเนี่ยทำตามคำสั่งยูทั้งน้าาาน คือถ้ามันผิดมันก็ผิดตั้งแต่คนสั่งป่ะ?!?  พอเถียงไม่ขึ้น มันจอดรถเข้าข้างทาง หันมาจ้องหน้าเรา

แล้วตะคอกว่า " Get the Fu*k out of my car NOW !!" ประมาณว่าไสหัวลงจากรถกรรรู เดี๋ยวนี้

!!! คือหนุผิดอัลรายยยย........ (ชีวิตแมร่งเศร้า)

เอออ.. ไปก็ด้ายยย อยู่ทำไมละค๊าาาา โดนไล่แล้วนี่ เลือดทรนงในตัวยังมี เราก็กระโดดลง (คือขาเรามันสั้นอ่ะเลยต้องกระโดด)

กระแทกประตูปิดดังปัง!! อีเจ้านายก็ออกรถพรืดดดดไป ทิ้งเราให้ยืนทำมิวสิคอยู่คนเดียว

ที่เห็นทำปากขมุบขมิบ ไม่ได้ร้องเพลงน๊ะ แต่กำลังแช่งมัน ไอ้เจ้านายบ้า!!!

บางที นางก็ถอยกลับมารับ บางทีมันก็ทิ้งให้โบกรถกลับเอง ขึ้นอยู่กลับเหตุการณ์ความรุนแรงตอนทะเลาะกันว่ามีขนาดกี่ริกเตอร์

แต่ก็มีหลายๆที ที่เราก็แกล้งลืมนางไว้ที่ปั๊มน้ำมัน >//< ( ถ้าเป็นจังหวะที่เราเป็นคนขับนะ) 5555

แต่ถึงเราจะตำแหน่งโตขึ้น แต่เราก็ยังทำทุกอย่างเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืองานเยอะกว่าเดิม เพราะเราเป็นไดว์มาสเตอร์แล้ว

ก็ต้องลงดำน้ำด้วย ดูแลลูกค้าด้วย ดูแลเอกสารออฟฟิศ ตอบอีเมล์ จัดการบุคกิ้ง คือเราทำหมด ไม่รู้ผ่านมาได้ยังไงตอนนั้น

      ทุกๆวันก่อนนอนก็ภาวนาว่าตื่นมาพรุ่งนี้ขอให้แยกร่างได้ พอร่างมันแยกไม่ได้ก็บริหารเวลาเอา

เช่นถ้าวันไหนเราต้องลงดำน้ำ ตอนเช้าเราก็ออกไปรับลูกค้าให้เร็วขึ้น เอาใบวางบิลไปด้วย

ก็แวะวางบิลเอเย่นใกล้ๆหรือวางบิลโรงแรมระแวกนั้นก่อนรับลูกค้า กลับขึ้นมาจากเรือตอนเย็นก็ขับรถเอาลูกค้าไปส่งโรงแรม

ระหว่างทางก็โทรนัดเอเย่นขอแวะเก็บตังค์ ระหว่างขากลับก็แวะส่งเอกสารให้สำนักงานบัญชี

กลับมาค่อยล้างอุปกรณ์ คือถามว่ามันลำบากไหม มันก็ไม่ได้สบายอ่ะนะ แต่มันเป็นความเคยชินไปแล้วเลยไม่รู้สึกลำบากอะไร

เรามีคนขับรถ แต่ตอนเช้าเขาต้องรับอาหาร รับผลไม้ รับสต๊าฟฝรั่ง ขนอุปกรณ์ดำน้ำไปลงในเรือให้พร้อม

ก่อนลูกค้าจะมาถึง

ตอนเย็นต้องทำน้ำมันเรือให้เสร็จก่อนท่าเรือจะปิด ไม่งั้นรถน้ำมันออกไม่ได้ ถ้าให้ส่งลูกค้าด้วยคงไม่ทันแน่ๆ.. เจ๊เลยต้องทำเอง

ตื่นตีห้าครึ่ง เข้างาน 6โมงเช้า เลิกมัน 4ทุ่มมันทุ๊กกกกกวัน... นอนตอนไหนไม่รู้ขึ้นอยู่ว่าออฟฟิศกับเอกสารเละเทะแค่ไหน......

นี่คือประวัติชีวิตขี้ข้าคร่าวๆของมาดามนะคะ .........

      แต๊นนนแตนนนน... จนเมื่อ 7ปีที่แล้ว เป็นช่วงหน้าโลว์ซีซัน ฤดูท่องเที่ยวปิดไปแล้ว หลังจากกลับเยี่ยมแม่ เกาะคนแก่กินสักพัก เราก็ออกตระเวณหางานเสริมทำเพื่อความอยู่รอด เพื่อนช่วนมาดำน้ำโชว์ที่สิงคโปร์ ทำให้เราได้เจอกับท่านเซอะบียอร์นที่นี่ จริงๆเราไปทำงานล้างตู้ปลาโชว์! ทำอยู่ตรงที่เซนโทซ่า สามีเราไปประชุมเรื่องงานของบริษัทเขาที่นั่น ..

ข้ามตอนจีบกันไปเลยละกันเนอะ

           หลังจากทักทายทำการพูดคุย เล่นตัวนิดสงวนท่าทีหน่อย เราก็ตัดสินใจแลกเบอร์กัน คุยกันได้ 4วัน ได้กินกาแฟ 4แก้ว กับดินเนอร์1มื้อ

คุณชายของเราก็บินกลับไปทำงานของเขาที่ศรีลังกา ส่วนเราอยู่ล้างคราบขี้ปลาที่สิงคโปร์ต่อไป

ประมาณอีกเดือนหนึ่งต่อมาเราต้องกลับเมืองไทยแล้วเพราะเจ้านายตามให้กลับไปดูแลเรื่องเอาเรือขึ้นซ่อมบำรุง เนื่องจากปีนั้นได้คิวจากคานเรือเร็ว

เป็นจังหวะเดียวกับคุณชายก็ส่งข้อความมาถามว่า อีก 10วัน เขาจะไปประชุมที่กรุงเทพ เราว่างพอที่จะไปดื่มกาแฟกับเขาไหม ..อ๋ายยย ตอนนั้นกำลังต้องกลับเมืองไทยไปทำงานพอดี

         หลังจากนัดวันกันเป็นอย่างดี เราก็วางแผนบอกเจ้านายเราเลื่อนๆวันบินออกไป กะบินให้ตรงกับผู้ชาย บอกเจ้านายว่า

เนี่ยไฟล์สิงค์โปร์-ภูเก็ตมันเต็มหมดเลย มีแต่บินตรงแพงๆ (เจ้านายเราแอบขี้เหนียว555) ฉันต้องบินไปเปลี่ยนเครื่องที่กรุงเทพนะ

ยูก็จ่ายเท่าเดิมนั่นแหละเดี๋ยวไอจ่ายส่วนต่างเอง น้านนนน!!ลงทุนค๊าเพื่อผู้ชาย!

เจ้านายก็ยอม บอกยังไงก็ได้เราต้องมาถึงภูเก็ตภายในวันนั้นวันนี้ กำหนดวันที่ไปแล้ว

ก็กำหนดกันเป็นวันเดียวกับผู้ชายมา คิดว่าถ้าเราบินแต่เช้ามืดเราจะได้มีเวลากินข้าวกับผู้ชายหลายๆชั่วโมง ...นัดเวลาเครื่องลงให้มันไล่เลี่ยกัน

พอได้วันที่ และเวลาก็.....จัดการจองตั๋วเลยค๊าาา.....รอไรละคะ

ถึงเวลาเดินตื่นเต้นมากกกกก ตื่นมาทำสวยแต่เช้ามืด เตรียมตัวบินไปกรุงเทพ พอลงเครื่องมาปุ๊บได้รับข้อความ

ว่าเครื่องจากศรีลังกาดีเลย์ เซี๊ยะ!ไรหว้ะ! เราก็รอ ใจก็ไม่ดี ต้องต่อตั๋วไปภูเก็ตอี๊กจะได้กินข้าวกันไหมว่ะเนี่ย

ระหว่างรอก็เช็คความสวยจากห้องน้ำ เข้าออกหลายรอบมากกกก... หลังจากรออยู่เกือบ 3ชั่วโมงสุดท้ายผู้ชายก็โผล่มา  ใส่สูทหล่อมาเลยค๊า แต่ดูแบบรีบๆมาก คือ เซย์ฮัลโลว์เสร็จก็อธิบาย ขอโทษที่มาช้า โน้นนี่นั่น คือ แหม!จะไม่สนใจขนตาเด้งๆของฉันหน่อยเหรอ...

          เขาบอกว่า มีประชุมบ่าย ไม่คิดว่าเครื่องจะเลทนานขนาดนี้ เลยต้องแต่งตัวมาให้พร้อมเข้าประชุมเลย

เขาขอโทษด้วยคงไม่มีเวลาดื่มกาแฟด้วยแล้ว นอกจากว่า เราจะอยู่กรุงเทพสักคืน จะได้ไปหาอะไรทานกันหลังจากเขาประชุมเสร็จ

...ต๋าย!! วางแผนขุดหลุมดักดิฉันเปล่าคะ?!? ... นังมาดามคิดไปไกลแระ...

แต่ โฮ้!!ตายๆๆ นางเจ้านายในออฟฟิศได้เด็ดหัวเราขาดประไรละ ก็เลยปฏิเสธไปแบบนุมนวล แต่ก็ทิ้งท้ายประมาณว่า ครั้งหน้าฉันจะไม่พลาดแน่นอน

          คุยไปคุยมาสรุปที่เขาจะประชุมนั้นเป็นโรงแรมอยู่ไม่ไกลจากดอนเมือง ซึ่งเราต้องไปต่อเครื่องที่นั่น

เราเลยแว๊ะซื้อกาแฟแบบ ใส่ถ้วยกระดาษไปดื่มในแท๊กซี่กัน เอาว่ะยังไงก็ได้นั่งแท๊กซี่คันเดียวละว่ะ แถมยังได้ดื่มกาแฟด้วยกันด๊วยยยเฟ้ยยย... เหอๆๆ มันก็ไม่ได้แย่ไปหมดทุกอย่างหรอกนะ

          แต่พอขึ้นนั่งแท๊กซี่แล้ว เขาก็เอาโน๊ต เอาเอกสารเกี่ยวกับงานออกมาดู เอามาเตรียมตัว คือแทบไม่ได้พูดกันเลย นังมาดามในอนาคต ได้แต่มองผู้ชายที มองแก้วกาแฟในมือที... คือกาแฟแก้วนี้ ตรูต้องซื้อตั๋วมากินจากสิงคโปร์เลยนะ คือมันแพงมากนะ สรุปกาแฟแก้วนี้แมร่ง โคตะระแพงที่สุดในชีวิตเลย!!! กินถ้วยมันเข้าไปด้วยได้ไหมเนี่ย!!!

            คิดไปสารพัด สุดท้ายแท๊กซี่ก็จอดแวะส่งเขาที่โรงแรมก่อน แล้วแท๊กซี่ก็เลยไปส่งเราที่สนามบินดอนเมืองต่อ .....

จบ แค่นั้น ขอค่าตั๋วคืนได้ไหม หลายบาทอยู่นะ กินกาแฟได้หลายเดือนเลยเชียวนะแกรรรร!!

จุ๊บบายก็ไม่ได้ ได้แต่โบกมือหย่อยๆ กับบอกว่า "Hope to see you again" .หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ ......... คือ..เมื่อไหร่ละค๊าาาา

            ไปถึงเจ้านายก็มารับสนามบินภูเก็ต เราก็เล่าให้ฟังว่าไปเจอ ผู้ชายมา หล่อมากกกก ผมสีทองนัยตาสีฟ้า เจ้านายเราก็ แบบ เหรอๆ ไหนอยู่ไหน พามาดำน้ำสิ ฉันให้ส่วนลด 30%เลย นั่น!ธุรกิจมาก่อนเลยเชียวนะ! สนใจเหตุผลที่ฉันตื่นเต้นหน่อยก็ได้มั้งยูว์

            หลังจากนั้นเราก็คุยกับแฟนเราเรื่อยๆ ผ่าน smsบ้าง เฟสบุคบ้าง สไกด์บ้าง

           ประมาณ 6เดือนหลังจากนั้น เขาก็บินมาหาเราครั้งแรก ..

...แต่มันอยู่ในช่วงหน้าไฮท์ เราหยุดไม่ได้ เจ็บไม่ได้ ป่วยไม่ได้ รถชนก็ต้องไม่ตาย แต่ผู้ชายมาหาจะทำไงดี เราก็จับฮีใส่หน้ารถ

ไม่ว่าจะไปทำงานที่ไหนก็เอาไปด้วย วางบิล เก็บเงิน รับลูกค้า ล้างอุปกรณ์ ก็เอานางไปทำด้วยหมด ..

นางก็เริ่ม นอยด์ ไม่คิดจะหยุดงานเพื่อผมหน่อยเหรอ ผมลางานมาเพื่อคุณเลยนะ ทำสีหน้าวิงวอนสุดๆ

             สงสารก็สงสารแต่ทำอะไรไม่ได้ จนครบวันหยุดของนาง นางก็กลับไปทำงาน หลังจากนั้นบางทีเขาก็บินมา บางทีเราก็บินไป เป็นแบบนี้ปีกว่าๆ จนค่าตั๋วไม่สมดุลย์กับค่าครองชีพ ค่าตั๋วเริ่มทำพิษ

เจ้านายเราเริ่มโวย นางบอกว่าเราผลุบๆโผล่ๆทำให้วางแผนงานลำบาก ช่วงหลังๆเจ้านายเราเข้ากับคุณชายได้ดีมาก

นายผู้หญิงก็โดดลงมาช่วยงานเต็มที่ แอบเชียร์แฟนเราใหญ่ แต่การบินไปๆมาๆมันก็ยังไม่ใช่เรื่องดี อยู่ดีอ่ะ

.........ส่อให้เห็นว่ารักนี้มีอุปสรรค์กับหนทางอย่างแน่นอน อย่ากระนั้นเชียวจึงหันหน้าคุยกันว่าจะเอาอย่างไรดี....แฟนเราก็บอกว่า

"ผมจริงจังกับคุณมากนะ อยากขอให้ลองไปอยู่ด้วยกัน ถ้าคุณไม่มาอยู่กับผมที่โน้น เราจะเรียนรู้กันยังไง...."

เกิดประเด็นว่าเขาสามารถทำอะไรได้ในบ้านเรา

           เพราะเราก็อยากอยู่บ้านอยู่ใกล้ครอบครัวได้กินอาหารไทย โน่นนี่นั่นอ้างไปเลย บอกให้เขามาหางานที่เมืองไทยทำ

แต่เขาก็บอกว่า "งานไม่ได้หาได้ง่ายๆ กว่าจะได้งานคุณดูแลผมไม่ได้หรอก งานที่เมืองไทยรายได้ไม่พอสำหรับอนาคตของเรา และตอนเราปลดเกษียนนะแล้วคุณจะดำน้ำไปได้ตลอดเหรอ?ร่างกายคุณรับไหวเหรอ?......

แต่ถ้าคุณไปอยู่กับผม ผมดูแลคุณได้สบายๆ ผมดูแลครอบครัวคุณด้วย คุณเสียสละไปอยู่โน้นกับผมนะ” ....... ทำเสียงหล่อ หน้าตาเว้าวอน

         อุยยยย....มีถึงพูดอนาคตอันยาวไกลกับเราด้วย..  ก็เลยนำเรื่องนี้ไปปรึกษาเจ้า เจ้านายรีบสนับสนุน

ไปเลย ไปเลย ประสบการณ์แบบนี้หายากนะ เอ้อ!! -_-" เอิ่มมมม.. คุณเจ้านายคะ หาสามีนี่ถือเป็นประสบการณ์หรือค่ะคุณเจ้านาย !!

(เหมือนกลัวลูกน้องขายไม่ออกมากก) แถมตบท้าย ถ้าไปไม่รอดก็กลับมานะ ฉันจะรั้งตำแหน่งไว้รอเธอ! ห๊ะ... ว่าไงนะ คุณเจ้านาย!! คือนี่ยุว์กำลังสนับสนุน หรือกำลังแช่งชักกันแน่ฟร๊ะ

        ช่วงนั้นกำลังเข้าหน้าโลว์พอดี กำลังหาทางเขี่ยเรา เพราะมีหลายๆโลว์ซีซันที่เราหางานพิเศษไม่ได้ก็ไปเกาะแกกินเป็นเดือนๆ 5555

         หลายคนอาจสงสัย ทำไมปรึกษาเจ้านาย ไม่คิดถึงแม่เลยเหรอ.. คือ ที่ปรึกษาเจ้านายเพราะเกรงว่าจะกระทบเรื่องงาน

กับคุณแม่นั้นคุยเราโทรกันทุกวันอยู่แล้วค่ะ หลังจากได้รับการสนับสนุนก็โทรหาแม่

มาดามในอนาคต : แม่จ๋า ถ้าหนูจะออกจากงาน แล้วไปอยู่ศรีลังกา แม่จะว่าไง

คุณแม่              : เจ้านายเอ็งไม่ว่าเอาเหรอ

มาดาม              : ไม่อ่ะ ใกล้หน้าโลว์แล้วด้วย แค่อยู่จนจบหน้าไฮนี้ เจ้านายก็โอเคร

คุณแม่              : อ่อ งันก็แล้วแต่เอ็งเหอะ แก่แล้วนะลูก คิดเอาเองเหอะ กล้าไปหาเขามาตั้งหลายรอบแล้วนิ

มาดาม              : โฮ้ แม่.. ถ้าจะจิกหนูขนาดนี้ ...

สรุปแม่ก็แล้วแต่เรา แม่ไม่ได้บอกว่าเราโตแล้ว แม่บอกว่า “แก่แล้วลูก”

 กล้าไปหาเขามาก็ต้องหลายรอบแล้วนิ ที่เหลือก็คิดเอาเอง

           เลยเกิดการ เสียสละ แขวนนวม เอ้ย!แขวนบิกินี่..เอ้ย.. แขวนหน้ากากกับตีนกบ ถอดอุปกรณ์ดำน้ำ เดินทางข้ามประเทศ ไปดูแลคนที่เรารัก

ใช่แล้ว 5555 ในที่สุดเราก็เก็บเสื้อผ้าบินตามผู้ชายมาอยู่ที่ศรีลังกา ก็เคยมาบ้างแล้วตอนมาเยี่ยมเขา

ช่วงที่บินไปๆมาๆ แต่ไม่เคยได้มาอยู่นานเกิน 1อาทิตย์เลย ไม่เคยอยู่บ้านเขา มาทุกครั้งจะยู่แต่ที่โรงแรมในเมืองหลวงโคลัมโบ ตอนนั้นคุณชายบอกว่า มันจะได้สะดวกเลาคุณอยากไปเที่ยว หรือไปเดินเล่น

แต่มาครั้งนี้ มาอยู่บ้านเขาค๊า บ้านเขาอยู่นอกเมือง นอกเมืองเนกอมโบออกไปอีก ..โอ้!แม่เจ้า มันกันดารมากกกกกกกกก

แต่บ้านเขาก็น่าอยู่นะ ด้านหน้าติดถนน ข้ามถนนไปเป็นทะเล ด้านหลังเป็นครัว เปิดประตูหลังมาเจอสระว่ายน้ำ เงยหน้ามอง เจอทะเลสาป ทั้งสวย ทั้งสงบ เงียบดีค่ะ

เนื่องจาก ท่านเซอะของเรา เป็น expect ตามสัญญางานกับ บริษัทเขาจะมีเพคเก็จให้รวมกับเงินเดือน

คือบ้าน รถ+คนขับรถ แม่บ้าน .. ค่าน้ำค่าไฟจ่ายเอง บ้านเขาจะกำหนดค่าเช่าให้ อยากได้บ้านใหญ่ๆหรือเกินราคาต้องจ่ายส่วนต่างเอาเอง

            อย่างที่บอก มาอยู่ที่นี่เจ้บี ก็เป็นมาดามค่ะ ไปไหนใครก็เรียกมาดาม มาดามมมมมมม มาดาม

คือชื่อก็มีนะแต่ไม่มีใครเรียก คุณชายของมาดามก็เป็น ท่านเซ่อร์ (Sir) เขายังแบ่งชนชั้นกันอยู่นิดๆ

รู้เรื่องมาดาม แบบคร่าวๆแล้ว มารู้จักเบิร์นนี่กันบ้างดีกว่า

เบิร์นนี่

แม่บ้านตัวเล็กๆ ชื่อเบิร์นนี่ อายุ60กว่าแล้ว ในตอนนั้น มีปัญหาเรื่องหัวเข่านิดหน่อย แต่ยังคล่องแคล่วกระฉับกระเฉงอยู่

สิ่งสำคัญการอยู่ร่วมกันกับเบิร์นนี่ คืออย่าไปเผลอแย่งงานเธอทำเชียวนะคะ มันจะมีเรื่องตามมา อย่างที่อ่านไปแล้วในตอนแรก แค่มาดามล้างแก้วกาแฟเอง ก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ น้ำหูน้ำตาเรียราดกันได้เลยทีเดียว

เนื่องจากประเทศศรีลังกา เป็นประเทศที่มีสงครามภายใน มาเป็นระยะเวลายาวนานมาก ตอนนั้นเพิ่งผ่านช่วงสงครามไปได้ไม่เท่าไหร่  ชีวิตที่ผ่านช่วงสงครามมา ทำให้เบิร์นนี่ผจญกับความยากลำบาก เมื่อได้งานทำ เธอจึงทุ่มเทอย่างมาก ฉะนั้น คุณเธอจะยอมตายในหน้าที่ ดีกว่าให้ใครมาแย่งงานเธอทำ

เบิร์นนี่

เนื่องจากเบิร์นนี่อายุเยอะแล้ว พูดภาษาอังกฤษได้เท่านี้ก็ถือว่า เยี่ยมแล้ว ... เบิร์นนี่จะเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ ถ้าหาคำศัพท์นั้นไม่ได้ เธอจะใช้กริยาหรือการใบ้คำแทน

เช่น ถ้าจะให้มาดามหยิบที่เขียบุหรี่ให้ (ashtray) คุณเธอก็จะพูดประมาณว่า มาดามหยิบถ้วยที่ไม่มีสีที่อยู่ตรงหน้ามาดามให้หน่อย ถ้าเราทำเป็นไม่เข้าใจ คุณเธอก็จะพยายามอธิบายต่อ ที่เป็นถ้วยๆเอาไว้ใส่ขยะซิกกาแลตน่ะ (บ้านเราไม่ใครสูบบุหรีนะคะ แต่มีให้แขกและเพื่อนๆของท่านเซอะบียอร์นเวลาเขามาเยี่ยมหากันค่ะ)

แล้วเวลาพูด มือไม้ก็ไปด้วยหมด หัวก็สั่นด๊อกแด๊กๆตามสไตล์สาวแขก .. เมื่อเช้าไปเอามะนาวให้มาดาม ฉันทำแบบนี้ แบบนี้ (ทำท่าปีน) แล้วก็ มีไม้มา แบบนี้แบบนี้ (ทำท่าหน้าหงาย เอามือดึงผม เข้าใจว่าคงโดนหนามเกี่ยวผม) คือถ้าคุณเธอจะคุยด้วย เราจะละสายตาจากนางไม่ได้เลย ถ้าละสายตาปั๊บ จะไม่เข้าใจทันที

เพราะโยคสนทนาจะประกอบไปด้วยคำว่า แบบนี้ แบบนี้ ( I do like this, like this ) ตลอดเวลา

อย่างวันหนึ่ง เบิร์นนี่มาทำงานแต่เช้า หน้าตาตื่น

เบิร์นนี่ :มาดามๆเมื่อเช้า โฮ่งๆ (หมา) จะทำแบบนี้ๆ (ทำท่ากัดแล้วชี้ที่ขาตัวเอง) แล้วฉันก็เลยต้องทำแบบนี้

เขาเรียกอะไรนะ (ทำท่าวื่ง)

มาดาม :เขาเรียก Run (รัน)

เบิร์นนี่ : ไม่ใช่รันเฉยๆ รันแล้วมาอะไรวิ่งตามอ่ะ

มาดาม : อ่อ วิ่งหนี ( Run away ) .

เบิร์นนี่  : ใช่ๆ รันๆ เวย์ๆนี่แหละ

มาดาม : …………………………………. #ค่ะ! แบบนั้นเลยค่ะ                                      

เพราะภาษาที่ไม่แข็งแรงของเบิร์นนี่ และไม่ใช่ภาษาแม่ของมาดาม การสื่อสารจึงเกิดขัดข้องบ่อยๆ และจะมีเหตุการณ์ตลกๆตามมาเสมอ ... รอติดตามตอนต่อไปนะคะ

................................................................................................................................................................

ฉบับหน้าจะมาพาไปเที่ยวศรีลังกาจริงๆละจ้า 

Madame Bee

สหาย สายเผือก at 24 กรกฎาคม 2017 16:43
ตามมาเผือกด้วบเบาๆ^^