แม่บ้านไทยในต่างแดน ตอนที่6

            ความเดิมตอนที่แล้วจ้า    http://ritacooking.com/th/articles/94833-thai-housewife-abroad-part-5
             
             ห่างหายกันไปนานจากตอนที่แล้ว เพราะมาดามติดต่อเบิร์นนี่ไม่ได้ เลยเป็นห่วง พอดีตรงกับช่วงวันครบรอบแต่งงาน ท่านเซอร์บียอร์นให้ของขวัญวันครบเป็นตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเยี่ยมหาเบิร์นนี่ที่ศรีลังกา กะว่าจะไปจ๊ะเอ๋เบิร์นนี่ซะหน่อย แต่พอไปถึงกลับไม่เจอซะงั้น

              ถามชาวบ้านได้ความว่า หลังจากที่สามีของเบิร์นนี่เสียชีวิต เบิร์นนี่ก็อยู่กับลูกชายและลูกสะไภ้ แต่เบิร์นนี่เข้ากับลูกสะไภ้ไม่ได้และลูกชายไม่ค่อยจะเอาข้างแม่เท่าไหร่ เบิร์นนี่เลยหนีไปอยู่กับหลานที่เป็นลูกของน้องสาว .. ปฏิบัติการตามล่าหาเบิร์นนี่เลยเกิดขึ้น กว่าจะเจอตัว กว่าจะเคลียร์ใจกับลูก กว่าจะหาทางออกกันได้ มันเลยใช้เวลานาน เดี๋ยวรายละเอียดจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะคะ ...
                แต่พอมาดามกลับมาแล้วก็ห่อเหี่ยว ขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร เลยปล่อยปะละเลยเรื่องที่เขียนค้างไว้นานไปหน่อย ขออภัยมา ณ.ที่นี้ด้วยนะคะ .. อย่าเพิ่งเบื่อมาดามกันน๊ะ

เรามาต่อจากเรื่องที่ค้างไว้กันดีกว่า...

             มาดามก็ยังอยู่ศรีลังกากันต่อไป ผ่านเข้าเดือนที่3แล้ว ก็ยังอยู่ในช่วงปรับตัวนะคะ อย่างที่บอกในตอนที่แล้วว่าแต่กับท่านเซอร์ก็ไม่มีอะไรให้ปรับเท่าไหร่ กฎชีวิตคู่ของเราง่ายๆเลยคือ 1+1 ต้องได้ 2

ไม่เอา 3,4,5 อะไร ไม่ต้องมีจุดทศนิยมใดๆ ทั้งสิ้น มันต้องง่ายและอยู่บนพื้นฐานความจริงเท่านั้น ชีวิตนี้สั้นนัก แค่ลำบากหาเงินก็พอแล้ว อย่าให้มันลำบากเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเลยเนอะ
               ฉะนั้นเรื่องการปรับตัวเข้าหากัน ของมาดามกับท่านเซอร์ก็ไม่มีอะไร แต่เรื่องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแว้ดล้อมของหมู่บ้าน และความเป็นอยู่นี่สิ ลำบากกว่าเยอะ อาหารการกินไม่ถูกปาก ไม่เข้าภาษาท้องถิ่นเขา ไปไหนก็ต้องพกเบิร์นนี่ไปด้วยตลอด

             แถมผู้คนก็เป็นมิตรเกิ้นจนเราต้องระแวง เดินออกมาปั๊บ ยิ้มให้ตั้งแต่ร้อยเมตร ทักทายเหมือนรู้จักกันมาเป็นชาติ เราก็ไม่เข้าใจภาษาบ้านเขานิ จะให้ตอบได้ไง ว่า “อ๋อกะว่าจะไปเดินเล่นค่ะ”งี้เหรอ.. คือยังไม่รู้คำถามของยูเล้ย!ก็ได้แต่ยิ้มตอบเนียนๆไป

             หลังจากอยู่ใช้ชีวิตกับท่านเซอร์ได้ประมาณ2เดือนหน่อยๆ ท่านเซอร์ก็เดินมาบอกว่า เขาต้องไปดูงานที่อังกฤษ 2อาทิตย์ .. อ้าวเห้ย!แล้วตรูละ? ..
            ท่านเซอร์ขอให้อยู่รอเขาที่นี่ได้ไหม หรือจะกลับไปเมืองไทยก็ได้นะเขายินดีจองตัวเครื่องบินให้ หรือจะตามไปอังกฤษ.. คือ ท่านเซอร์คะ นี่ไม่ใช้หนังไทยนะคะ ที่จะได้ซื้อตั๋วแล้วขึ้นเครื่องเข้าประเทศเขาได้เลย วีซ่อิฉันละคะ? ทำวีซ่าก็ต้องใช้เวลานะคะ! ใจจริงเราก็อยากกลับเมืองไทยนะ แต่เราก็เพิ่งกลับไปไง แล้วก็เพิ่งกลับมา เสียดายค่าตั๋วอ่ะ แต่จะให้อยู่ต่อ ก็จะอยู่ทำอะไรละ ฉันมานี่ก็เพื่อจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตกับคุณนะ ...
 

            “อยู่กับเบิร์นนี่ก็ได้ค่ะ เดี๋ยวเบิร์นนี่ดูแลมาดามเอง”  เสียงแจ๋วๆของเบิร์นนี่ทรอดแทรกเข้ามาช่วยตัดสินใจแทน .. โอเครอยู่ต่อก็ได้! อีก3วันต่อมา ท่านเซอร์ก็เหินฟ้าไปอังกฤษ ..

            บ้านที่จากเงียบๆอยู่แล้ว มันก็ยิ่งโหวงเหวงไปใหญ่ คือมันไม่ชินไง จำได้ว่า คืนแรกนอนไม่หลับเลยบ้านตั้งหลายห้อนอน สวนก็ยังกะสนามฟุตบอล แต่มีเรานอนอยู่แค่คนเดียว แถมสระว่ายน้ำก็ติดตั้งระบน้ำไหลอัติโนมัติ พอได้เวลาอยู่ๆมันก็ทำงานขึ้นมาเอง เสียงดังตื๊ดดด... นั่งๆอยู่เสียงน้ำก็ไหลดัง จ๊อก ๆ ๆ แว่วมาเข้าหู แล้วระบบทำความสะอาดสระอัติโนมัติมันก็ติดขึ้นมา เสียงดัง ติ๊กจ๊อม ติ๊กจ๋อม (ช่วงสุดท้ายก่อนระบบมันจะตัด น้ำจะพุ่งลงสระดังฟู่ฟฟฟฟ... เสีงยังกะใครกำลังว่ายน้ำอยู่งั้นแหละ)

          กำลังนั่งดูหนังอยู่ดีๆ เสี่บงดังฟู่ฟฟฟฟฟมานังมาดามรีบโดดขึ้นเตียง คลุมหัวคลุมโปงทันที จำได้ว่าตอนนั้นก็เกือบเที่ยงคืนแล้วแต่ไม่รู้เผลอหลับไปตอนไหน ตื่นมาตอนตีสองกว่าๆ พลิกไปพลิกมาทำยังไงก็ไม่หลับต่อ เลยไปเอาแลปทอปมาเปิด กะว่าจะดูหนังต่อ กำลังเลือกแผ่นหนังอยู่ก็ได้ยินเสียง แกรกๆอยู่ตรงหัวนอน “เฮ้ย!อะไรว่ะ!” หรือว่าเจ้าที่เล่นเราซะแล้ว!! “แกรกกก แกรกกกกๆๆ” เสียงคล้ายๆเสียงขูดไม้ตรงหัวนอนดังขึ้นมาอีก “หรือจะเป็นขโมย!” นังมาดามกระเด้งพลึ้งลงมาจากเตียง มายืนบนพื้นปลายเตียงใจสั่นตุ๊บๆ จะเปิดหน้าต่างดูก็ไม่กล้า ถ้ามันไม่ใช่คนละ ตอนนั้นหัวใจตกไปที่ตาตุ่ม วิ่งสวนทางกับขี้ที่วิ่งึ้นไปอยู่บนหัวสมอง “ไม่น่าเล้ย!รู้งี้กลับไปเมืองไทยก็ดี โอ้ยนี่ฉันมาอยู่ทำซากอะไรที่นี่เนี่ย!! แล้วจะเอายังไงต่อดีว่ะเรา” กำลัง พะว้าพะวงยังไม่ทันได้ตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อดี ก็ได้ยินสียงเย็นๆลอยผ่านซอกไม้แตกๆตรงหน้าต่างมา

“มาดามมมมมมม มาดามมมมมมนั่นไง!เอาแล้วไง!เล่นตรูเสียแน่แล้ว!! เรารีบโดดขึ้นเตียงคลุมหัวคลุมโปงอีกรอบเอาหมอนอุดหู ปากก็สวดมนต์บนบาน “สาธุนะโมตัดสะ ถ้าเลิกมารบกวนลูกช้าง พรุ่งนี้จะให้เบิร์นนี่ซื้อไข่มาถวาย” โน้นนี่นั่น ติดสินบนกันให้วุ่นไปหมด กว่าใจจะสงบลง เสียงข้างนอกเงียบไปแล้ว ก็เผลอหลับไปตอนไหนไม่รู้ มาสะดุ้งตื่นอีกทีตอนตีห้า จะนอนต่อก็ข่มตาไม่หลับแล้ว ฟ้าเริ่มสาง ผีมันคงกลับไปแล้วมั้ง เราเลยลุกมาต้มน้ำชงกาแฟดื่ม ผีมันไม่ได้หลอกเราต่อ สงสัยต้องให้เบิร์นนี่ไปซื้อไข่มาต้มถวายเจ้าที่จริงๆตามที่พูดไว้ซะแล้ว ..

            “เบิร์นนี่เหรอ?!?” ความคิดเรามาสะดุดตรงชื่อเบิร์นนี่ เอะใจรีบวิ่งไปดูตรงหัวนอนด้านนอก เห็นคนนอนคุดคู้พิงกำแพงอยู่ ผมยาวสยายปรกหน้าปิดตา “เบิร์นนี่!!! ยูมาทำอะไรตรงนี้?!?! เบิร์นนี่สะดุ้งทลึ่งพรวดลุกขึ้นยืน

“มาดามทำไมไม่เปิดประตูให้เบิร์นนี่ละ” พูดแล้วก็เกาขาเกาแขนป่อยๆ “ก็แล้วทำไมไม่เคาะประตูละ?”มาดามถามกลับ “ฉันกลัวมาดามตื่นเลยกระซิบเรียก” “เอ้า!!จะให้ฉันละเมอไปเปิดประตูเหรอ?!?” อะไรของขาเนี่ย ...

            เราพาเบิร์นนี่เข้าบ้าน ชงโกโก้ร้อนให้ดื่มแก้วหนึ่ง เบิร์นนี่เล่าว่า เมื่อคืนตอนตีสามกว่าๆ ตัวเองจะไปตลาดเพื่อหาซื้อปลามาขายในหมู่บ้านก่อนจะมาทำงาน แต่รถเมล์ไม่มาตามเวลา เลยเดินแวะเข้ามาดูมาดามก่อน เห็นไฟเปิดไว้ทั้งบ้านคิดว่ามาดามอาจจะกลัวที่อยู่คนเดียว เลยจะมาอยู่เป็นเพื่อน เลยลองกระซิบเรียกดูก่อน ถ้ามาดามไม่ตอบแสดงว่าหลับ ถ้าไม่หลับก็จะให้เปิดประตู

            เบิร์นนี่บอกว่า ได้ยินเสียงขลุกขลักในห้องเข้าใจว่ามาดามตื่นแล้ว เลยกระซิบต่อให้มาดามมาเปิดประตู (ตอนนั้นนังมาดามคงคลุมหัวคลุมโปงเอาหมอนอุดหูไปแล้ว)
เบิร์นนี่ก็รอให้มาดามเปิดประตูจนหลับไป จะสงสารดีไหมเนี่ย
! ยุงกัดตัวลายเลยเชียว เราชงชาร้อนให้อีกแก้ว แล้วนั่งฟังนางบ่นพึมพำอะไรไม่รู้..

            ปกติเบิร์นนี่จะถือกุญแจบ้านดอกหนึ่ง เราจะล๊อคบ้านแต่ไม่ลงกลอนด้านใน เราลงกลอนด้านในเฉพาะห้องนอนเท่านั้น เช้ามาเบิร์นนี่ก็ไขประตู้เขามาทำความสะอาดได้เลย แต่เพราะอยู่คนเดียวไงเลยลงกลอนมันทุกบานประตูที่มีเลยแหละ

            สองอาทิตย์ต่อมา ท่านเซอร์บียอร์นก็กลับมาถึงศรีลังกา อยากบอกว่ามันเป็นสองอาทิตย์ที่ยาวนานมาก เบิร์นนี่ก็ยังมาทำเสียงก๊อกแกร๊กๆเช็คดูความปลอดภัยของมาดามบ่อยมาก แต่เพราะนางไม่ได้มาทุกวันไง เราเลยไม่รู้ว่า เสียงไหนของนาง เสียงไหนคือผีนี่เนาะ ....

            พอบียอร์นกลับมาถึง เราก็ใส่ๆๆๆๆไม่ยั้งเลย “ถ้าจะเอาฉันมาทิ้งไว้เฝ้าบ้านแบบนี้ ทีหลังบอกด้วย จะได้ไม่ต้องมา รู้ไหมว่าบ้านยูเนี่ยมันหลอนขนาดไหน!!” ท่านเซอร์ก็ทำท่างงๆ หันมามองเรา ด้วยสีหน้าสงสัยประมาณว่า นี่ยูกำลังสับสนอะไรในชีวิตเหรอ...

ยัง!ยังจะมามองหน้าอีก นี่ไม่สำนึกเลยใช่ไหม ว่าเอาฉันมาทิ้งให้ลำบาก
ท่านเซอร์
: Are you ok? ยูโอเคไหม?

นังมาดาม : ไอไม่โอเค ไม่โอเคมากๆๆๆๆ

ท่านเซอร์ : แต่ก่อนไป ผมกถามคุณแล้วนะ ว่าอยู่ได้ไหม หรือจะกลับไปเที่ยวเมืองไทยก่อน ช่วงระหว่างที่ผมไม่อยู่

นังมาดาม : ก็ฉันไม่รู้นี่ว่าบ้านคุณมันจะน่ากลัวแบบนี้ ..

ท่านเซอร์ : …ทำหน้า งงๆ ..คือ ผมผิดเหรอ? มันก็บ้านหลังเดิมที่คุณอยู่มาเป็นเดือนก่อนผมจะไปนะ... โอดเคๆ เดี๋ยวสุดสัปดาห์นี้ผมจะพาไปเที่ยววัดเขี้ยวแก้วนะ ผมเคยศึกษามา เขาว่าถ้าคนไทยโกรธแล้วไปวัดอารมณ์จะดีขึ้น กว่าจะถึงวันศุกร์ ผมอยากให้คุณอดทนหน่อยน๊า อย่าโกรธผมเลยนะ ... ยิ้มอ่อน ดึงนังมาดามไปกอด

นังมาดาม : @#$%^& งุงิ งุงิ อ่อนระทวยไปคร๊า ... ก็ได้ค่ะ ฉันไม่โกรธแล้วก็ได้ ตอบเสียงแผ่วเบา...

            ไวเหมือนโกหก ใน ในที่สุดวันหยุดสุดสัปดาห์ก็มาถึง รออะไรละค่ะ ก็เก็บเสื้อผ้ายัดใส่กระเป๋าหนีตามท่านเซอร์ไปเที่ยวทางเหนือของศรีลังกา เบิร์นนี่ไปด้วยไม่ได้เพราะต้องเฝ้าบ้านและอยู่ดูแลสามีตัวเองชวนไปก็ไม่ไปกลัวว่าลูกสะใภ้จะปล่อยให้พ่อผัวอดข้าวตาย!

            บ่ายๆวันศุกร์เบนเนดิกซ์ก็มารับ ระยะทางจากเมืองเนกอมโบไปถึงเมืองแคนดี้ ที่ตั้งของวัดพระเขี้ยวแก้วก็แค่ร้อยกว่ากิโลเมตรเองแต่ใช้เวลาเดินทางนานมาก เนื่องจากถนนบ้านเค้าเล็กมาก รถวิ่งกันเยอะ แซงกันลำบากและรถวิ่งสวนกันตลอดเวลาต้องคอยระวังและขับชิดข้างทางให้รถวิ่งที่สวนมาไปก่อน และก็มีวิ่งขึ้นเขา ลงเขา ยิ่งเวลารถบัสสวนมาทีหนึ่ง นี่น่ากลัวมากลักษณะทางคล้ายๆทางที่ไปเที่ยวหมู่บ้านม้งที่จังหวัดเชียงใหม่เลย หลังจากที่รถวิ่งตุเลงตุเลงมาได้ 4 ชั่วโมงกว่า เราก็มาถึงแคนดี้โชคดีตอนนั้นมาตรงกับวันพระใหญ่ (วันพระฬหญ่ของที่นี่ ตรงกับ 14ค่ำนะคะ บ้านเราเรียกวันโกน)

          พอมาถึงก็เจอขบวนช้างเดินเต็มไปหมด มีการแต่งองค์ทรงเครื่องให้ช้างด้วย คล้ายคล้ายกับขบวนแหกกองยาวของบ้าน เราผู้คนที่มุงดูก็แต่งตัวกันด้วยเสื้อผ้าที่สีสันสวยสดใสมาก แต่คนเดินขบวนส่วนใหญ่ใส่สีขาว เบนเนดิกซ์บอกว่าขบวนแห่นี้จะเกิดขึ้นเดือนละครั้งทุกวันพระใหญ่หรือตามเทศกาลทางศาสนาเท่านั้น ถือว่าเราโชคดี

แต่งองค์ทรงเครื่องช้าง


            ขบวนพาเหรด

            พอมาถึงเมืองนี้ผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนะคะ ตามวัดวาจะเห็นคนใส่ชุดขาวไปว้พระหรือไปนั่งสวดมนต์กันเป็นกลุ่มๆ
            ระยะทางห่างกันแค่100 โลนิดๆ แต่ภูมิอากาศต่างกันมากอย่างกับคนละประเทศเลย ที่นี่อากาศเย็นมากกกกก ก.ไก่ร้อยตัว พอตกกลางคืนหนาวโคตรๆ หนาวมากอากาศเย็นลงถึง
12 องศาเลยทีเดียว

คือที่นี่มันคือศรีลังกา มันควรจะเป็นเมืองร้อนไงเราเลยไม่เตรียมเสื้อกันหนาวมาพอตกกลางคืนนอนกอดกันกลมไม่ออกไปไหนเลยค่ะ แต่พอเช้ามาสายๆแดดเริ่มออก อากาศก้อุ่นขึ้น เราก็ออกมาหาอะไรกินกัน กินอาหารที่โรงแรมแล้วก้ออกทัวร์

ก็จะพาไปเที่ยวเมืองแคนดี้นะคะมาชมประวัติเมืองแคนดี้กันค่ะ

เมืองแคนดี้ (Kandy) ซึ่งอยู่ห่างจากโคลอมโบไปประมาณ 115 กิโลเมตร อยู่สูงกว่าดับน้ำทะเล 500 เมตร

ในตัวเมืองแคนดี้จะมีทะเลสาบขนาดใหญ่เป็นแลนด์มาร์คของเมือง ซึ่งเป็นทะเลสาบที่ถูกขุดขึ้นตามคำสั่งของสีวิการามาราชาสิงหากษัตริย์แห่งสิงหลเมื่อปีพฤษภาหลาด 2350 เพื่อทำเป็นสระว่ายน้ำส่วนตัวในสมัยนั้นใครที่ต่อต้าน การก่อสร้างจะถูกฆ่าแล้วนำศพไปทิ้งอย่างทะเลสาบ

            วัดพระเขี้ยวแก้ว หรือวัดศรีดาลาดา มัลลิกาวาส (Sri Dalada Maligawa) เป็นสถานที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าวิมลธรรมสุริยะที่ 2 ( Vimaladharmasuriya II) ในพ.ศ.2230 ว่ากันว่าพระองค์ทรงเคร่งครัดในพระพุทธศาสนา ทรงสร้างศาสนสถานที่มี 3 ชั้นขึ้นหลังหนึ่ง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว

วัดพระเขี้ยวแก้ว

            ตามประวัติเล่าว่า • พระเขี้ยวแก้ว เป็นสมบัติอันล้ำค่าสำหรับชาวพุทธศรีลังกา ปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า ในปีที่ 9 แห่งรัชสมัยพระเจ้าศิริเมฆวรรณ (โอรสของพระเจ้ามหาเสนะ) คือประมาณปี พ.ศ.913 เจ้าชายทันตกุมาร และเจ้าหญิงเหมมาลา แห่งแคว้นกาลิงคะ ในอินเดีย ได้แอบซ่อนพระธาตุเขี้ยวแก้ว ซึ่งเป็นพระเขี้ยวด้านซ้ายของพระพุทธเจ้า หนีไปยังเกาะลังกาตามพระบัญชาของพระบิดาคือ พระเจ้าคุหเสวราช ทั้งคู่ต้องปลอมตัวเป็นพราหมณ์และซ่อนพระเขี้ยวแก้วไว้ที่มวยผมของเจ้าหญิงเหมมาลา เมื่อไปถึงก็ได้นำถวายแด่พระเจ้าเกียรติเมฆวรรณ นครอนุราธปุระ เกาะลังกาเพราะพระเขี้ยวแก้วนี้เป็นที่ต้องการของเมืองต่างๆ ยิ่งนัก อาจทำให้ก่อเกิดสงครามและพระเขี้ยวแก้วอาจตกไปอยู่ในมือของฝ่ายศัตรูได้ พระเจ้าคุหเสวราชเห็นว่า เกาะลังกาคู่ควรที่เป็นที่ประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วนี้ จึงมีพระบัญชาดังกล่าว

• ในรัชสมัยพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 6 แห่งโกฎเฏ (พ.ศ.1930-1934) พระเจ้าจักรพรรดิจีนพระนามว่า ยุงโห ได้ส่งแม่ทัพคนหนึ่งมาขอพระธาตุเขี้ยวแก้วจากลังกาแต่ได้รับการปฏิเสธ เป็นเหตุให้จีนส่งกองทัพมาจับพระเจ้าวิชัยพาหุที่ 6 ไปเป็นเชลยที่เมืองจีน แม้ต่อมาจะปลดปล่อย แต่จีนก็หาเหตุให้ลังกาส่งส่วยแก่ตน เป็นเวลาถึง 50 ปี

• มีประเพณีสืบทอดกันมาว่า ผู้เป็นสังฆนายกแห่งวัดมัลลวัตตะและวัดอัสสคีรี ซึ่งเป็นพระฝ่ายสยามวงศ์ทั้งสองวัด จะต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมีหน้าที่คอยดูแลพระธาตุเขี้ยวแก้ว

โดยก่อนหน้านี้พระเขี้ยวแก้วได้ประดิษฐานอยู่ที่เมืองโพลอนนารัวและย้ายมาประดิษฐานที่เมืองแคนดี้ในปัจจุบัน
            มาดามก็ชิวๆไป แวะวัด ถวายดอกไม้ ทำบุณเสร็จก็เลยไป เที่ยวไร่ชา ดูเขาเก็บยอดชา ตากชาจนถึงบรรจุหีบห่อขายให้เรา ก็สนุกดีค่ะ

            ไร่ชาจะต้องขับรถขึ้นเหนือไปอีกนะคะ อากาศยิ่งเย็นเข้าไปอีกเพราะอากาศเย็นตลอดทั้งปี (ประมาณ
10 – 20 องศาเซลเซียส) เป็นสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดของประเทศศรีลังกา ซึ่งเหมาะสมต่อการปลูกชาเป็นอย่างยิ่ง และชาซีลอน (Ceylon Tea) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก นักดื่มชาทุกคนนั้นรู้จักชาซีลอนเป็นอย่างดี ซึ่งก็มีแหล่งกำเนิดมาจากเมืองนี้เช่นกัน คิดถึงเจ้านาย ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานะคนรักชา (Tea Lover) ชงให้นางวันละหลายๆแก้วเลน อยากให้นางได้มาเห็นมาชิมชาด้วยจัง ถือได้ว่าเมืองนี้เป็นสวรรค์เลยจริงๆ เพราะการได้มาเห็นชาถึงแหล่งกำเนิดบวกกับบรรยากาศที่น่าหลงไหลมากๆค่ะ เราก็ซื้อชาฝากแม่ ฝากเบิร์นนี่ แวะเที่ยวอีก 2สามที่ พอบ่ายๆวันอาทิตย์ก็ตีรถกลับบ้านกันค่ะ
สรุปหายงอนท่านเซอร์แล้วนะคะ

ไร่ชา

สาวน้อยพาชมโรงงานชา

ป.ล. เนื่องจากเล่าเรื่องราวย้อนหลังหลายปี รูปเริบหายไปไหนหมดไม่รู้ ก็เอาเท่าที่มีนะคะ
เจอกันใหม่ ในตอนหน้านะคะ

Madame Bee